ALL
NEWS
BLOG
EVENT

สถาปนิก..กับ ตารางเวลาการทำงานของโครงการ
Jun 03,2016


สถาปนิก..กับ ตารางเวลาการทำงานของโครงการ

สถาปนิกมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำเสนอตารางการทำงานของโครงการ “ที่เป็นไปได้จริง” ต่อเจ้าของโครงการ

การจัดทำ “ตารางเวลาการทำงานของโครงการ” (Project Works Schedule) เป็นเรื่องหนึ่งที่สถาปนิกมักจะได้รับการสอบถามจากเจ้าของโครงการอยู่เสมอ และสถาปนิกส่วนหนึ่งก็มักจะให้คำตอบโดยยึดถือเอา “ความพอใจ” ของลูกค้าเป็นหลัก โดยไม่ได้คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงของแต่ละโครงการ หรือบางครั้งอาจด้วย “ความไม่รู้”

ผลลัพธ์ที่ได้คือ ตารางการทำงานที่ “ไม่เป็นจริง” หรือเกิดการทำงานงานที่ “ล่าช้า” กว่ากำหนดเวลาอยู่เสมอ

การจัดทำ “ตารางเวลาการทำงานของโครงการ” นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนของงานก่อสร้าง ซึ่งหากสถาปนิกไม่มีประสบการณ์ในงานก่อสร้างเพียงพอก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะวางแผนตารางการทำงานผิดพลาด เป็นเหตุให้เจ้าของโครงการเข้าใจผิด วางแผนการเงินผิดพลาด หรือวางแผนการตลาดผิดพลาด

ตารางการทำงานและระยะเวลาการทำงานในแต่ละโครงการจะมีความแตกต่างกันไป เช่น ในขั้นตอนการออกแบบบ้านของลูกค้า ก. อาจใช้เวลาในการออกแบบต่างจากการออกแบบบ้านของลูกค้า ข. เนื่องมาจากลูกค้า ก. เป็นชายโสดสามารถตัดสินใจสรุปแบบได้ด้วยตนเอง ในขณะที่ลูกค้า ข. คิดจะปลูกสร้างบ้านเพื่อให้อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ทั้งพ่อแม่ พี่ น้อง ภรรยาและลูกๆ วัยรุ่นอีก 3 ชีวิต รวมๆ แล้วมีทั้งหมด 9 ชีวิต ถ้าเป็นอย่างนี้ผมรับรองได้เลยครับว่ากว่าจะสรุปแบบกันได้ก็จะใช้เวลากับลูกค้า ข. ไม่น้อยกว่า 6 เดือน เพื่อให้สามารถส่งแบบและรับข้อคิดเห็นจากผู้ใช้งานแต่ละคนได้ครบถ้วน เพื่อทุกคนอยู่บ้านที่สถาปนิกออกแบบแล้วสบายใจ

อีกกรณีศึกษาหนึ่ง เช่น งานออกแบบโรงแรม (ไว้ผมจะหาโอกาสเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับงานออกแบบโรงแรมที่ประสบมาให้ฟังต่างหากอีกหัวข้อหนึ่งนะครับ) หากเป็นการบริหารงานโรงแรมที่ดีเป็นเรื่องเป็นราว สถาปนิกควรถามเจ้าของถึงการจัดหา Hotel Operator หรือผู้ที่จะมาจัดการ “บริหาร” โรงแรมทั้งในด้านของการขายและการบริการภายในโรงแรม เช่น กลุ่มดุสิตธานี กลุ่มเชอราตัน กลุ่มไฮแอท เป็นต้น ซึ่ง Hotel Operator เหล่านี้เขาจะมีแนวคิดและวิธีการในการบริหารจัดการ รวมถึงข้อกำหนดในการออกแบบ การเลือกใช้วัสดุที่ต่างกันไป บางครั้งเขาอาจให้เป็น “คู่มือ” ในการออกแบบมาเป็นเล่มเสียด้วยซ้ำไป ซึ่งในกรณีเช่นนี้บางครั้งทาง Hotel Operator เขาจะมีสถาปนิกโครงการของเขาเองคอยตรวจแบบของสถาปนิกเหมือนกับอาจารย์ตรวจแบบลูกศิษย์อย่างไรอย่างนั้นเลยครับ ซึ่งระยะเวลาการทำงานของงานออกแบบโรงแรมเช่นนี้ก็จะใช้เวลาในการทำงานค่อนข้างยาวนาน (แต่ก็มี Limit นะครับเช่นไม่ควรเกิน 8 เดือนหรือ 10 เดือน เป็นต้น)

สถาปนิกจะต้องไม่ลืมที่จะเอาเรื่องของงานออกแบบอื่นๆ มาพิจารณารวมอยู่ในตารางการทำงานในช่วงงานออกแบบที่นำเสนอต่อเจ้าของโครงการด้วยครับ

เช่น เมื่อไรที่ควรจะมี Interior Designer หรือเมื่อไรควรจะมี Landscape Architect เข้ามาเกี่ยวเนื่องกับโครงการ สถาปนิกควรจะให้คำแนะนำเหล่านี้ไว้ด้วย เพราะทั้ง Interior Designer และ Landscape Architect ต่างก็จะมีแนวคิดในการออกแบบของตนเองซึ่งบางครั้งก็จะมีผลกระทบต่องานสถาปัตยกรรม งานระบบวิศวกรรม ที่ทางสถาปนิกได้จัดเตรียมไว้ไม่มากก็น้อย

ส่วนเรื่องตารางการทำงานในช่วงงานก่อสร้างนั้นเป็นเรื่องที่สถาปนิกจะต้องมีประสบการณ์ในงานก่อสร้างแต่ละประเภทที่เพียงพอจึงจะสามารถวางแผน “คร่าวๆ” สำหรับงานก่อสร้างได้ ทั้งนี้หากสถาปนิกได้ปรึกษากับวิศวกร หรือผู้รับเหมาก่อสร้างในการวางแผนงานส่วนนี้เพื่อความแม่นยำได้ก็จะดี  ซึ่งหากมีความจำเป็นจะต้อง “บีบ” ระยะเวลางานก่อสร้างให้สั้นลง สถาปนิกอาจจะต้องพิจารณาในเรื่องของ “ระบบการก่อสร้าง” ไปด้วย เช่น การพิจารณาใช้ระบบ Pre-cast ทั้งในส่วนโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรม หรือลำดับในการก่อสร้างก่อน-หลัง (Sequence of Construction) การแบ่ง Phase ในการก่อสร้าง หรือการพิจารณาใช้ระบบ Post Tension เหล่านี้ ในบางครั้งจะมีผลกระทบต่อรูปแบบงานสถาปัตยกรรมหรือรายละเอียดงานสถาปัตยกรรมได้เหมือนกัน

การให้ “ตารางเวลาการทำงานของโครงการ” ที่มีความ “ใกล้เคียง” กับความเป็นจริง มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ จะเป็นผลดีต่อเจ้าของโครงการในการวางแผนงานของเจ้าของโครงการอย่างมาก หากสถาปนิกเพียงแต่คิดจะอยากได้งานทำ แล้วก็ปั้นตารางการทำงานไปแบบมั่วๆ เพียงเพื่อให้เจ้าของว่าจ้างสถาปนิกนั้น สุดท้ายจะกลายเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงการและตัวสถาปนิกเอง

ผมเคยถูกเจ้าของโครงการ “ต่อรอง” ในเรื่องระยะเวลาการทำงานว่า มีสถาปนิกอีกรายหนึ่งที่เขารู้จักบอกว่าสถาปนิกรายนั้นสามารถทำงานเขียนแบบบ้านตากอากาศราคาค่าก่อสร้าง 20 ล้านบาทที่ผมกำลังเริ่มเสนองานออกแบบนี้ได้เสร็จภายใน 1 เดือน ในขณะที่ผมแจ้งว่าผมต้องใช้เวลาตั้งแต่เริ่มงานออกแบบจนเขียนแบบก่อสร้างแล้วเสร็จอย่างน้อยที่สุด 3-4 เดือน และสถาปนิกรายนั้นยังบอกอีกว่างานก่อสร้างสำหรับโครงการเดียวกันนี้สามารถจะก่อสร้างได้เสร็จรวมงานตกแต่งภายในใช้เวลาเพียง 6 เดือน ในขณะที่ผมแจ้งว่าอย่างน้อยต้องมี 12-14 เดือน รวมงานตกแต่งภายใน (ที่สำคัญสถาปนิกรายนั้นยังบอกอีกว่าค่าแบบของเขาถูกกว่าผม 30% - แน่นอนครับเขาเอา Conceptual ของผมไป Develop ต่อครับ : เรื่องนี้หากผู้อ่านอยากทราบว่าจบลงอย่างไร ก็บอกนะครับ มีโอกาสจะได้มาเล่าให้ฟัง)

ผมตอบเจ้าของรายนั้นไปว่า งั้นคงต้องขอเชิญให้สถาปนิกท่านนั้นมา “รับผิดชอบ” งานแทนผมไปแล้วกันเพราะจากประสบการณ์เท่าที่ผมมีมากว่า 15 ปี (ในขณะนั้น) ผมไม่คิดว่าจะทำอย่างที่สถาปนิกรายนั้นว่า สรุปสุดท้ายก็คือเจ้าของไปว่าจ้างสถาปนิกรายนั้นทำ และในที่สุดก็ไม่สามารถเป็นไปตามกำหนดการที่สถาปนิกรายนั้นเสนอตั้งแต่ส่วนงานออกแบบ ซึ่งมีผลกระทบต่อการขายซึ่งในที่สุดโครงการดังกล่าวก็ขายไม่ได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีตารางการทำงานที่ดีแล้ว สถาปนิกก็จะต้องคอยเป็นผู้ติดตามงานและประสานงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงงานออกแบบ ให้สอดคล้องกับตารางการทำงานที่เสนอไว้ และหากเริ่มมีแววว่าจะหลุด Schedule ก็ควรจะเตือนลูกทีมหรือเจ้าของโครงการ (กรณีเป็นเรื่องที่ต้องรอเจ้าของพิจารณา) เป็นระยะๆ ด้วยครับ จะได้ไม่โดนต่อว่าจากเจ้าของโครงการในภายหลัง และในขั้นตอนการประมูลงานก่อสร้างก็ต้องแจ้งผู้รับเหมาที่เข้าประมูลงานด้วยว่าทางโครงการได้กำหนดระยะเวลาในการก่อสร้างไว้เท่าไร เพราะผู้รับเหมาบางรายอาจทำได้ตามตารางที่กำหนดไว้เพราะคนงานพร้อม การเงินพร้อม รวมทั้งเทคนิคและเครื่องมือเครื่องไม้ในการก่อสร้างพร้อม แต่บางรายอาจไม่พร้อมในเรื่องดังกล่าวก็เลยไม่สามารถทำตามตารางที่กำหนดให้ได้

ผมจึงอยากให้สถาปนิกที่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการวางแผนงานของโครงการ ไม่ว่าท่านจะเป็น Freelance หรือทำงานในสำนักงานก็ตาม ได้หาข้อมูล หาประสบการณ์ เพื่อจะได้จัดทำ “ตารางเวลาการทำงานของโครงการ” ได้ใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุดในการนำเสนอต่อลูกค้า เพื่อพัฒนาสู่ความเป็นมืออาชีพในการปฏิบัติวิชาชีพสถาปัตยกรรมต่อไปครับ

 โดย...อนุชา ตั้งศรีวิริยะกุล สสถ.1327 

สถาปนิก..กับ ตารางเวลาการทำงานของโครงการ
Jun 03,2016

สถาปนิก..กับ ตารางเวลาการทำงานของโครงการ

สถาปนิกมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำเสนอตารางการทำงานของโครงการ “ที่เป็นไปได้จริง” ต่อเจ้าของโครงการ

การจัดทำ “ตารางเวลาการทำงานของโครงการ” (Project Works Schedule) เป็นเรื่องหนึ่งที่สถาปนิกมักจะได้รับการสอบถามจากเจ้าของโครงการอยู่เสมอ และสถาปนิกส่วนหนึ่งก็มักจะให้คำตอบโดยยึดถือเอา “ความพอใจ” ของลูกค้าเป็นหลัก โดยไม่ได้คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงของแต่ละโครงการ หรือบางครั้งอาจด้วย “ความไม่รู้”

ผลลัพธ์ที่ได้คือ ตารางการทำงานที่ “ไม่เป็นจริง” หรือเกิดการทำงานงานที่ “ล่าช้า” กว่ากำหนดเวลาอยู่เสมอ

การจัดทำ “ตารางเวลาการทำงานของโครงการ” นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนของงานก่อสร้าง ซึ่งหากสถาปนิกไม่มีประสบการณ์ในงานก่อสร้างเพียงพอก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะวางแผนตารางการทำงานผิดพลาด เป็นเหตุให้เจ้าของโครงการเข้าใจผิด วางแผนการเงินผิดพลาด หรือวางแผนการตลาดผิดพลาด

ตารางการทำงานและระยะเวลาการทำงานในแต่ละโครงการจะมีความแตกต่างกันไป เช่น ในขั้นตอนการออกแบบบ้านของลูกค้า ก. อาจใช้เวลาในการออกแบบต่างจากการออกแบบบ้านของลูกค้า ข. เนื่องมาจากลูกค้า ก. เป็นชายโสดสามารถตัดสินใจสรุปแบบได้ด้วยตนเอง ในขณะที่ลูกค้า ข. คิดจะปลูกสร้างบ้านเพื่อให้อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ทั้งพ่อแม่ พี่ น้อง ภรรยาและลูกๆ วัยรุ่นอีก 3 ชีวิต รวมๆ แล้วมีทั้งหมด 9 ชีวิต ถ้าเป็นอย่างนี้ผมรับรองได้เลยครับว่ากว่าจะสรุปแบบกันได้ก็จะใช้เวลากับลูกค้า ข. ไม่น้อยกว่า 6 เดือน เพื่อให้สามารถส่งแบบและรับข้อคิดเห็นจากผู้ใช้งานแต่ละคนได้ครบถ้วน เพื่อทุกคนอยู่บ้านที่สถาปนิกออกแบบแล้วสบายใจ

อีกกรณีศึกษาหนึ่ง เช่น งานออกแบบโรงแรม (ไว้ผมจะหาโอกาสเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับงานออกแบบโรงแรมที่ประสบมาให้ฟังต่างหากอีกหัวข้อหนึ่งนะครับ) หากเป็นการบริหารงานโรงแรมที่ดีเป็นเรื่องเป็นราว สถาปนิกควรถามเจ้าของถึงการจัดหา Hotel Operator หรือผู้ที่จะมาจัดการ “บริหาร” โรงแรมทั้งในด้านของการขายและการบริการภายในโรงแรม เช่น กลุ่มดุสิตธานี กลุ่มเชอราตัน กลุ่มไฮแอท เป็นต้น ซึ่ง Hotel Operator เหล่านี้เขาจะมีแนวคิดและวิธีการในการบริหารจัดการ รวมถึงข้อกำหนดในการออกแบบ การเลือกใช้วัสดุที่ต่างกันไป บางครั้งเขาอาจให้เป็น “คู่มือ” ในการออกแบบมาเป็นเล่มเสียด้วยซ้ำไป ซึ่งในกรณีเช่นนี้บางครั้งทาง Hotel Operator เขาจะมีสถาปนิกโครงการของเขาเองคอยตรวจแบบของสถาปนิกเหมือนกับอาจารย์ตรวจแบบลูกศิษย์อย่างไรอย่างนั้นเลยครับ ซึ่งระยะเวลาการทำงานของงานออกแบบโรงแรมเช่นนี้ก็จะใช้เวลาในการทำงานค่อนข้างยาวนาน (แต่ก็มี Limit นะครับเช่นไม่ควรเกิน 8 เดือนหรือ 10 เดือน เป็นต้น)

สถาปนิกจะต้องไม่ลืมที่จะเอาเรื่องของงานออกแบบอื่นๆ มาพิจารณารวมอยู่ในตารางการทำงานในช่วงงานออกแบบที่นำเสนอต่อเจ้าของโครงการด้วยครับ

เช่น เมื่อไรที่ควรจะมี Interior Designer หรือเมื่อไรควรจะมี Landscape Architect เข้ามาเกี่ยวเนื่องกับโครงการ สถาปนิกควรจะให้คำแนะนำเหล่านี้ไว้ด้วย เพราะทั้ง Interior Designer และ Landscape Architect ต่างก็จะมีแนวคิดในการออกแบบของตนเองซึ่งบางครั้งก็จะมีผลกระทบต่องานสถาปัตยกรรม งานระบบวิศวกรรม ที่ทางสถาปนิกได้จัดเตรียมไว้ไม่มากก็น้อย

ส่วนเรื่องตารางการทำงานในช่วงงานก่อสร้างนั้นเป็นเรื่องที่สถาปนิกจะต้องมีประสบการณ์ในงานก่อสร้างแต่ละประเภทที่เพียงพอจึงจะสามารถวางแผน “คร่าวๆ” สำหรับงานก่อสร้างได้ ทั้งนี้หากสถาปนิกได้ปรึกษากับวิศวกร หรือผู้รับเหมาก่อสร้างในการวางแผนงานส่วนนี้เพื่อความแม่นยำได้ก็จะดี  ซึ่งหากมีความจำเป็นจะต้อง “บีบ” ระยะเวลางานก่อสร้างให้สั้นลง สถาปนิกอาจจะต้องพิจารณาในเรื่องของ “ระบบการก่อสร้าง” ไปด้วย เช่น การพิจารณาใช้ระบบ Pre-cast ทั้งในส่วนโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรม หรือลำดับในการก่อสร้างก่อน-หลัง (Sequence of Construction) การแบ่ง Phase ในการก่อสร้าง หรือการพิจารณาใช้ระบบ Post Tension เหล่านี้ ในบางครั้งจะมีผลกระทบต่อรูปแบบงานสถาปัตยกรรมหรือรายละเอียดงานสถาปัตยกรรมได้เหมือนกัน

การให้ “ตารางเวลาการทำงานของโครงการ” ที่มีความ “ใกล้เคียง” กับความเป็นจริง มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ จะเป็นผลดีต่อเจ้าของโครงการในการวางแผนงานของเจ้าของโครงการอย่างมาก หากสถาปนิกเพียงแต่คิดจะอยากได้งานทำ แล้วก็ปั้นตารางการทำงานไปแบบมั่วๆ เพียงเพื่อให้เจ้าของว่าจ้างสถาปนิกนั้น สุดท้ายจะกลายเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงการและตัวสถาปนิกเอง

ผมเคยถูกเจ้าของโครงการ “ต่อรอง” ในเรื่องระยะเวลาการทำงานว่า มีสถาปนิกอีกรายหนึ่งที่เขารู้จักบอกว่าสถาปนิกรายนั้นสามารถทำงานเขียนแบบบ้านตากอากาศราคาค่าก่อสร้าง 20 ล้านบาทที่ผมกำลังเริ่มเสนองานออกแบบนี้ได้เสร็จภายใน 1 เดือน ในขณะที่ผมแจ้งว่าผมต้องใช้เวลาตั้งแต่เริ่มงานออกแบบจนเขียนแบบก่อสร้างแล้วเสร็จอย่างน้อยที่สุด 3-4 เดือน และสถาปนิกรายนั้นยังบอกอีกว่างานก่อสร้างสำหรับโครงการเดียวกันนี้สามารถจะก่อสร้างได้เสร็จรวมงานตกแต่งภายในใช้เวลาเพียง 6 เดือน ในขณะที่ผมแจ้งว่าอย่างน้อยต้องมี 12-14 เดือน รวมงานตกแต่งภายใน (ที่สำคัญสถาปนิกรายนั้นยังบอกอีกว่าค่าแบบของเขาถูกกว่าผม 30% - แน่นอนครับเขาเอา Conceptual ของผมไป Develop ต่อครับ : เรื่องนี้หากผู้อ่านอยากทราบว่าจบลงอย่างไร ก็บอกนะครับ มีโอกาสจะได้มาเล่าให้ฟัง)

ผมตอบเจ้าของรายนั้นไปว่า งั้นคงต้องขอเชิญให้สถาปนิกท่านนั้นมา “รับผิดชอบ” งานแทนผมไปแล้วกันเพราะจากประสบการณ์เท่าที่ผมมีมากว่า 15 ปี (ในขณะนั้น) ผมไม่คิดว่าจะทำอย่างที่สถาปนิกรายนั้นว่า สรุปสุดท้ายก็คือเจ้าของไปว่าจ้างสถาปนิกรายนั้นทำ และในที่สุดก็ไม่สามารถเป็นไปตามกำหนดการที่สถาปนิกรายนั้นเสนอตั้งแต่ส่วนงานออกแบบ ซึ่งมีผลกระทบต่อการขายซึ่งในที่สุดโครงการดังกล่าวก็ขายไม่ได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีตารางการทำงานที่ดีแล้ว สถาปนิกก็จะต้องคอยเป็นผู้ติดตามงานและประสานงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงงานออกแบบ ให้สอดคล้องกับตารางการทำงานที่เสนอไว้ และหากเริ่มมีแววว่าจะหลุด Schedule ก็ควรจะเตือนลูกทีมหรือเจ้าของโครงการ (กรณีเป็นเรื่องที่ต้องรอเจ้าของพิจารณา) เป็นระยะๆ ด้วยครับ จะได้ไม่โดนต่อว่าจากเจ้าของโครงการในภายหลัง และในขั้นตอนการประมูลงานก่อสร้างก็ต้องแจ้งผู้รับเหมาที่เข้าประมูลงานด้วยว่าทางโครงการได้กำหนดระยะเวลาในการก่อสร้างไว้เท่าไร เพราะผู้รับเหมาบางรายอาจทำได้ตามตารางที่กำหนดไว้เพราะคนงานพร้อม การเงินพร้อม รวมทั้งเทคนิคและเครื่องมือเครื่องไม้ในการก่อสร้างพร้อม แต่บางรายอาจไม่พร้อมในเรื่องดังกล่าวก็เลยไม่สามารถทำตามตารางที่กำหนดให้ได้

ผมจึงอยากให้สถาปนิกที่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการวางแผนงานของโครงการ ไม่ว่าท่านจะเป็น Freelance หรือทำงานในสำนักงานก็ตาม ได้หาข้อมูล หาประสบการณ์ เพื่อจะได้จัดทำ “ตารางเวลาการทำงานของโครงการ” ได้ใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุดในการนำเสนอต่อลูกค้า เพื่อพัฒนาสู่ความเป็นมืออาชีพในการปฏิบัติวิชาชีพสถาปัตยกรรมต่อไปครับ

 โดย...อนุชา ตั้งศรีวิริยะกุล สสถ.1327