ALL
NEWS
BLOG
EVENT

สถาปนิก..กับ การประเมินผลงานและให้รางวัลตัวเอง (..
Jul 28,2016


ความรู้สึกของผมกับเวลาที่ผ่านไปในปีหนึ่งๆ ในระยะหลังๆ นี้ ผมรู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปเร็วเสียเหลือเกินครับ บัดเดี๋ยวก็สิ้นปีอีกแล้ว เขาว่ากันว่าคนที่รู้สึกว่าเวลผ่านไปเร็วมีหลายสาเหตุ เช่น มีงาน (ดีๆ) ทำจนยุ่งมากอยากมีเวลามากกว่านั้นเพื่อสนุกกับการทำงาน หรืองานล้นมือจนทำไม่ทัน หรือมีความสุขกับชีวิตมากมีความทุกข์แต่น้อยจึงรู้สึกว่าวันเวลาผ่านไปอย่างง่ายดายเสียเหลือเกิน หรืออีกจำพวกก็คือบรรดาพวกที่รู้สึกว่าวันเวลาได้ล่วงเลยไปมากแล้ว (คือแก่แล้วนั่นเอง) เหลือเวลาที่จะทำให้ชีวิตเป็นประโยชน์ หรือเหลือเวลาทำดีน้อยลงเรื่อยๆ (ผู้เขียนคงเข้าข่ายหลังนี่แหละ ฮ่าๆ) ก็จะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน

แต่ก็มีอีกจำพวก คือ บรรดาพวกที่ดองงานกันไว้ตั้งแต่ต้นปี พอปลายปีทำงานกันไม่ค่อยจะทันก็เลยรู้สึกร้อนตัวเพราะดองงานไว้นาน ก็จะมารู้สึกว่าเวลามันผ่านไปเร็วเอาปลายๆ ปีนั่นแหละครับ (ใครเป็นพวกหลังนี่ ก็ขอเชิญชวนให้พยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกันหน่อยแล้วกันนะครับ)

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาปลายปีบรรดาคนทำงานทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสถาปนิกหรือไม่ก็ตาม โดยเฉพาะพวกที่ทำงานอยู่ในบริษัท ก็มักจะถูกประเมินผลงานเพื่อการพิจารณาโบนัส หรือการปรับเพิ่มเงินเดือน หรือการปรับเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่การงาน ซึ่งหากท่านเป็นพนักงานบริษัท ท่านก็จะถูกประเมินโดยฝ่ายบุคคลหรือหัวหน้างานของท่าน ซึ่งผมมีความเห็นว่าไม่ว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไรจะเป็นที่พอใจของท่านหรือไม่ก็สุดแท้แต่ แต่ผมมีความเห็นว่า “ท่านควรประเมินผลงานของท่านเองและรู้จักให้รางวัลกับตัวเอง” บ้าง เช่น หากปีนี้ทำงานมาเหนื่อยเสียเหลือเกินสายตัวแทบขาด หากพิจารณาแล้วพอจะมีงบประมาณสักก้อนโตๆ ก็อาจจะหาเวลาพักผ่อนกับคนรู้ใจสักหลายๆ วัน จะในประเทศหรือต่างประเทศก็ตามแต่ หรืออาจจะให้รางวัลตัวเองเป็นไม้กอล์ฟดีๆ สักชุด หรือเสื้อผ้าสวยๆ สักหลายตัว หรือหากงบน้อยจริงๆ ก็ให้เป็นอาหารมื้อโปรดสักมื้อ ทั้งนี้เพื่อเป็นกำลังใจในการทำงานของเราต่อไป (ซึ่งอันที่จริงแล้ว ควรตั้งเป้าตั้งแต่ต้นปีนะครับ ว่าหากทำผลงานได้เท่านั้นเท่านี้แล้วจะให้รางวัลอะไรกับตัวเอง ถ้าได้ขั้นที่หนึ่งที่ตั้งเป้าก็ให้รางวัลตัวเองน้อยหน่อย ถ้าผลงานเยี่ยมก็ให้รางวัลตัวเองมากหน่อย)

แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่การประเมินผลงานตัวเองและให้รางวัลตัวเองจะเป็นกำลังใจในการทำงานสำหรับช่วงต่อๆ ไปได้เป็นอย่างดีครับ

สำหรับท่านสถาปนิก Freelance ทั้งหลาย ผมก็อยากแนะนำให้ทำการประเมินผลงานและให้รางวัลตัวเองเช่นกัน แต่อยากจะบอกว่าอย่ามองรายได้ที่เหลือเก็บในวันนี้เป็นรางวัลเสียหมดนะครับ คิดเผื่อไว้ด้วยว่าไอ้เจ้ารายได้ที่คงเหลือ ณ สิ้นปีนั้น ควรมีสำรองไปอย่างน้อยๆ สัก 6 เดือนครับ เผื่อตอนที่อาจไม่มีงาน หรือตอนที่เก็บเงินไม่ได้ด้วย เพราะท่านสถาปนิก Freelance ไม่ได้มีเงินเดือนประจำอย่างท่านที่ทำงานประจำในบริษัทนะครับ

และสำหรับท่านสถาปนิก Freelance ที่มีพรรคพวก หรือน้องๆ ช่วยกันทำงาน หากท่านอยู่ในสถานะที่เป็นหัวหน้าทีม (Leader) ตามความเห็นของผม ผมอยากแนะนำให้ท่านได้ลองพิจารณา “รางวัล” เล็กๆ น้อยๆ ให้กับบรรดาผู้ที่ร่วมเหนื่อยยากกันมากับท่าน เช่น จัดเลี้ยงอาหารเป็นทางการสักมื้อเป็นการขอบคุณ หรือจัดทัวร์พักผ่อนสัก 2 วัน เท่านี้ก็คงทำให้เพื่อนร่วมงานได้ “ชื่นอกชื่นใจ” กันตอนสิ้นปีได้แล้วล่ะครับ

 

 

โดย...อนุชา ตั้งศรีวิริยะกุล สสถ.1327 

 

 

 

สถาปนิก..กับ การประเมินผลงานและให้รางวัลตัวเอง (..
Jul 28,2016

ความรู้สึกของผมกับเวลาที่ผ่านไปในปีหนึ่งๆ ในระยะหลังๆ นี้ ผมรู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปเร็วเสียเหลือเกินครับ บัดเดี๋ยวก็สิ้นปีอีกแล้ว เขาว่ากันว่าคนที่รู้สึกว่าเวลผ่านไปเร็วมีหลายสาเหตุ เช่น มีงาน (ดีๆ) ทำจนยุ่งมากอยากมีเวลามากกว่านั้นเพื่อสนุกกับการทำงาน หรืองานล้นมือจนทำไม่ทัน หรือมีความสุขกับชีวิตมากมีความทุกข์แต่น้อยจึงรู้สึกว่าวันเวลาผ่านไปอย่างง่ายดายเสียเหลือเกิน หรืออีกจำพวกก็คือบรรดาพวกที่รู้สึกว่าวันเวลาได้ล่วงเลยไปมากแล้ว (คือแก่แล้วนั่นเอง) เหลือเวลาที่จะทำให้ชีวิตเป็นประโยชน์ หรือเหลือเวลาทำดีน้อยลงเรื่อยๆ (ผู้เขียนคงเข้าข่ายหลังนี่แหละ ฮ่าๆ) ก็จะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน

แต่ก็มีอีกจำพวก คือ บรรดาพวกที่ดองงานกันไว้ตั้งแต่ต้นปี พอปลายปีทำงานกันไม่ค่อยจะทันก็เลยรู้สึกร้อนตัวเพราะดองงานไว้นาน ก็จะมารู้สึกว่าเวลามันผ่านไปเร็วเอาปลายๆ ปีนั่นแหละครับ (ใครเป็นพวกหลังนี่ ก็ขอเชิญชวนให้พยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกันหน่อยแล้วกันนะครับ)

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาปลายปีบรรดาคนทำงานทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสถาปนิกหรือไม่ก็ตาม โดยเฉพาะพวกที่ทำงานอยู่ในบริษัท ก็มักจะถูกประเมินผลงานเพื่อการพิจารณาโบนัส หรือการปรับเพิ่มเงินเดือน หรือการปรับเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่การงาน ซึ่งหากท่านเป็นพนักงานบริษัท ท่านก็จะถูกประเมินโดยฝ่ายบุคคลหรือหัวหน้างานของท่าน ซึ่งผมมีความเห็นว่าไม่ว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไรจะเป็นที่พอใจของท่านหรือไม่ก็สุดแท้แต่ แต่ผมมีความเห็นว่า “ท่านควรประเมินผลงานของท่านเองและรู้จักให้รางวัลกับตัวเอง” บ้าง เช่น หากปีนี้ทำงานมาเหนื่อยเสียเหลือเกินสายตัวแทบขาด หากพิจารณาแล้วพอจะมีงบประมาณสักก้อนโตๆ ก็อาจจะหาเวลาพักผ่อนกับคนรู้ใจสักหลายๆ วัน จะในประเทศหรือต่างประเทศก็ตามแต่ หรืออาจจะให้รางวัลตัวเองเป็นไม้กอล์ฟดีๆ สักชุด หรือเสื้อผ้าสวยๆ สักหลายตัว หรือหากงบน้อยจริงๆ ก็ให้เป็นอาหารมื้อโปรดสักมื้อ ทั้งนี้เพื่อเป็นกำลังใจในการทำงานของเราต่อไป (ซึ่งอันที่จริงแล้ว ควรตั้งเป้าตั้งแต่ต้นปีนะครับ ว่าหากทำผลงานได้เท่านั้นเท่านี้แล้วจะให้รางวัลอะไรกับตัวเอง ถ้าได้ขั้นที่หนึ่งที่ตั้งเป้าก็ให้รางวัลตัวเองน้อยหน่อย ถ้าผลงานเยี่ยมก็ให้รางวัลตัวเองมากหน่อย)

แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่การประเมินผลงานตัวเองและให้รางวัลตัวเองจะเป็นกำลังใจในการทำงานสำหรับช่วงต่อๆ ไปได้เป็นอย่างดีครับ

สำหรับท่านสถาปนิก Freelance ทั้งหลาย ผมก็อยากแนะนำให้ทำการประเมินผลงานและให้รางวัลตัวเองเช่นกัน แต่อยากจะบอกว่าอย่ามองรายได้ที่เหลือเก็บในวันนี้เป็นรางวัลเสียหมดนะครับ คิดเผื่อไว้ด้วยว่าไอ้เจ้ารายได้ที่คงเหลือ ณ สิ้นปีนั้น ควรมีสำรองไปอย่างน้อยๆ สัก 6 เดือนครับ เผื่อตอนที่อาจไม่มีงาน หรือตอนที่เก็บเงินไม่ได้ด้วย เพราะท่านสถาปนิก Freelance ไม่ได้มีเงินเดือนประจำอย่างท่านที่ทำงานประจำในบริษัทนะครับ

และสำหรับท่านสถาปนิก Freelance ที่มีพรรคพวก หรือน้องๆ ช่วยกันทำงาน หากท่านอยู่ในสถานะที่เป็นหัวหน้าทีม (Leader) ตามความเห็นของผม ผมอยากแนะนำให้ท่านได้ลองพิจารณา “รางวัล” เล็กๆ น้อยๆ ให้กับบรรดาผู้ที่ร่วมเหนื่อยยากกันมากับท่าน เช่น จัดเลี้ยงอาหารเป็นทางการสักมื้อเป็นการขอบคุณ หรือจัดทัวร์พักผ่อนสัก 2 วัน เท่านี้ก็คงทำให้เพื่อนร่วมงานได้ “ชื่นอกชื่นใจ” กันตอนสิ้นปีได้แล้วล่ะครับ

 

 

โดย...อนุชา ตั้งศรีวิริยะกุล สสถ.1327