ALL
NEWS
BLOG
EVENT

สถาปนิก..กับการเข้าชี้แจงเรื่องภาษีกับสรรพากร
Jul 09,2018


ไม่ได้เข้ามาเขียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเสียนานครับ คราวนี้เห็นเป็นโอกาสเหมาะมีเรื่องที่ผมเห็นว่าน่าสนใจจะเผยแพร่ให้สถาปนิกพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ได้รับทราบเป็นข้อมูล ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยเกี่ยวกับเรื่องภาษีครับ

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้รับเกียรติจากสรรพากร เรียกตัวผมเข้าพบเพื่อให้ชี้แจงเรื่อง “การดำเนินกิจการ” อันเป็นหน้าที่ของทีมกำกับดูแลพิเศษ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ (คงไม่บอกละครับว่าเขตไหน คิดว่าเขตอื่นๆ คงเหมือนๆ กัน)

เจตนาของการเรียกเข้าพบก็เพื่อให้ผมชี้แจงที่มาที่ไปของรายได้ วิธีการดำเนินกิจการ ซึ่งมีเป้าประสงค์คือหา “ช่องทาง” ในการเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม ซึ่งเป็นหน้าที่ของเขาในการจะหาเงินเข้ารัฐเพิ่ม ซึ่งวิธีการของเขาก็คือทำตัว “ไร้เดียงสา” (หรือจะด้วยความไม่รู้จริงๆ ก็ไม่ทราบนะครับ แต่ผมคิดว่าไม่น่าจะไร้เดียงสาจริง เพราะตัวผมคงไม่ใช่เป็นสถาปนิกคนแรกในประเทศไทยที่เจ้าหน้าที่ได้คุยด้วยนับแต่มี “สถาปนิก” เกิดขึ้นในเมืองไทยมาร่วม 70 ปีเข้าไปแล้ว) เพื่อหา “ช่องทาง” ในการเรียกเก็บภาษีเพิ่ม

ผมจะเล่าเป็นประเด็นแต่ละคำถาม และคำตอบแต่ละคำตอบที่ผมตอบเขาไป เผื่อว่าสถาปนิกท่านอื่นๆ ที่อาจจะได้รับการเรียกตัวเช่นผม ได้มีข้อมูลไว้เป็นบรรทัดฐานในการตอบคำถามเหล่านั้น (ซึ่งหากเห็นว่าคำตอบผมไม่เข้าท่า ก็โปรดแนะนำ และขออภัยที่เป็นการเผยความเด๋อด๋าด้วยนะครับ)

สิ่งที่เขาขอให้ผมเตรียมไปสำหรับการพูดคุยกันก็คือตัวอย่างสัญญาว่าจ้างครับ

เรื่องนี้ผมบอกเขาว่าผมไม่มีสัญญาว่าจ้าง มีแต่หนังสือเสนองาน ซึ่งส่วนมากเจ้าของหรือบริษัทที่ผมติดต่อด้วยนั้นไม่ได้ขอให้ทำเป็นลักษณะของสัญญาเต็มรูปแบบด้วยความที่ผมทำงานเป็นสถาปนิกอิสระ แต่เจ้าของอาจจะมีการต่อรองและเมื่อเห็นชอบแล้วก็ให้ทำเรื่องเบิกเงินงวดแรกเลยซึ่งถือเป็นการตกลงว่าจ้างโดยปริยาย (กรณีเป็นหนังสือสัญญาว่าจ้างแบบเป็นทางการนั้น จะต้องติดอากรแสตมป์ด้วยนะครับ ไม่เช่นนั้นก็มีความผิดอีก) ซึ่งทางสรรพากรไม่ได้ติดใจอะไร

หมายเหตุ: เพื่ออธิบายเพิ่มเติมให้สถาปนิกบางท่านที่อาจยังไม่ทราบเข้าใจก็คือ ในทางกฎหมายนั้นเขาตีความว่าการตกลงว่าจ้างทางวิชาชีพสถาปัตยกรรมนั้น เป็นลักษณะการว่าจ้างแบบ “ว่าจ้างทำของ” ซึ่งสัญญาของการว่าจ้างทำของนั้นเป็น “สัญญาไม่มีรูปแบบ” คือท่านจะทำเป็นทางการ หรือไม่ก็ได้ จะตกลงกันโดยวาจาเท่านั้นก็ได้ การเรียกเก็บเงินก็โดยการส่งมอบงานและเรียกเก็บเงินเป็นคราวๆ ไป

เรื่องแรกเขาถามผมว่าผมประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมในลักษณะใด ผมได้จดทะเบียนบริษัทหรือไม่

ผมก็ตอบเขาไปตามตรงครับว่า ผมไม่ได้จดทะเบียนบริษัท ผมประกอบวิชาชีพในลักษณะสถาปนิกอิสระ ในกรณีที่มีงานเขียนแบบ ทำโมเดล หรือทำงานไม่ทันก็จะว่าจ้างบุคคลอื่นๆ เข้ามาทำงานให้เป็นคราวๆ ไป เหตุที่ไม่จดทะเบียนบริษัท เพราะผมไม่ต้องการว่าจ้างพนักงานประจำเพิ่มเติม และไม่อยากวุ่นวายด้านการบัญชี ตราบใดที่ผมรับได้กับการหักค่าใช้จ่ายในอัตราเหมารวมร้อยละ 30 และรายได้ผมยังไม่เกินปีละ 1.5 ล้านบาท ซึ่งต้องเข้าข่ายเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ผมก็ต้องทำบัญชีรายรับรายจ่าย และนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มต่อสรรพากรทุกเดือน และคงต้องจ้างพนักงานบัญชีประจำในที่สุด และสมควรจดทะเบียนบริษัท)….ทางสรรพากรรับฟัง ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด (ประเด็นตรงนี้คือเขาพยายามจะให้ผมเข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งหากผมเข้าข่าย เขาก็จะคิดภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลังครับ)

ต่อมา..เขาถามว่า จากตัวอย่างหนังสือเสนองานที่เขาให้ผมเอาตัวอย่างไปให้ดูนั้น ลักษณะงานสถาปัตยกรรมที่ผมทำบางงานจะต้องทำงานร่วมกับวิศวกร ภูมิสถาปนิก มัณฑนากร…ประเด็นคือผมคิดค่านายหน้าในการจัดหางานให้กับผู้ร่วมงานเหล่านี้หรือไม่ ซึ่งหากผมคิดค่านายหน้า ก็จะต้องแยกรายได้ส่วนนี้ไปแจ้งเป็นรายได้ตามข้อ 40(2) คือเป็นรายได้จากค่านายหน้า ไม่ใช่จากการประกอบวิชาชีพอิสระ ซึ่งจะหักค่าใช้จ่ายได้สูงสุดไม่เกิน 60,000.00 บาท ไม่ใช่เหมารวมร้อยละ 30

ผมให้คำตอบเขาไปว่า ผมไม่เคยคิดค่านายหน้าจากบรรดาผู้ร่วมงานเลย (อันที่จริงแม้กระทั่งค่าประสานงานโครงการซึ่งอันที่จริงควรจะหักไว้ 10% ผมก็ยังไม่เคยหักเลยครับ) เขายินดีมาร่วมงานกับผม ผมก็ดีใจมากแล้วล่ะครับ (เขาให้ความเห็นว่า เขาเคยทราบว่าบางทีสถาปนิกก็คิดค่านายหน้าในการหางานให้วิศวกรด้วย ผมก็บอกว่าเรื่องนั้นคงเรื่องของปัจเจกบุคคล ซึ่งไม่ได้มีระบุไว้ตามระเบียบสมาคม หากจะมีใครปฏิบัติเช่นนั้นผมไม่ทราบได้ เพราะผมยึดแนวทางมาตรฐานการประกอบวิชาชีพตามระเบียบสมาคมเป็นเกณฑ์ จะให้เอามากางให้ดูได้)

เขาถามต่ออีกว่า (ประเด็นนี้ผมว่าสำคัญที่สุดในเรื่องที่เล่านี้)…งานที่ผมทำนั้นได้สร้างทุกงานหรือไม่ เพราะหากงานใดไม่ได้สร้างเขาจะถือว่าไม่ใช่ “งานสถาปัตยกรรม” ถือว่าเป็นเพียงแค่การ “ให้คำปรึกษา” ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะต้องแยกรายได้ส่วนนี้ไปแจ้งเป็นรายได้ตามข้อ 40(2) คือเป็นรายได้ประเภทที่ปรึกษา ไม่ใช่จากการประกอบวิชาชีพอิสระ ซึ่งจะหักค่าใช้จ่ายได้สูงสุดไม่เกิน 60,000.00 บาท ไม่ใช่เหมารวมร้อยละ 30 อีกเช่นกัน

มาถึงตอนนี้ผมก็เลยถามเขาว่า เขามีเวลาจะฟังผมอธิบายแค่ไหน ซึ่งเขาก็ตอบว่ามีเวลาคุยกันได้นาน ผมก็เลยเริ่มอรรถาธิบายให้ฟังก่อนว่า สิ่งที่สถาปนิกทำนั้นไม่ใช่ลักษณะของ “ผู้รับเหมา” ซึ่งจะต้องทำงาน “ก่อสร้าง” ตัว “สถาปัตยกรรม” แต่เป็นการ “ประกอบวิชาชีพด้านสถาปัตยกรรม” ซึ่งมีทั้ง การทำแบบร่างเพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุน การทำแบบเพื่อนำไปใช้ก่อสร้าง การตรวจสอบอาคารที่มีปัญหา การควบคุมงาน ฯลฯ ซึ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้องค์ความรู้ทางด้านวิชาชีพสถาปัตยกรรม

ดังนั้นแม้บางคราวงานที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าของจะไม่ได้ก่อสร้าง คือ ถูกระงับงานในขั้นตอนการทำแบบร่าง หรือถูกระงับงานในขั้นเขียนแบบก่อสร้าง ก็ถือว่าเรา “กำลัง” ปฏิบัติ “วิชาชีพสถาปัตยกรรม” ซึ่งเป็นวิชาชีพอิสระตามข้อ 40(6)

ขาทำ “ไร้เดียงสา” แย้งว่า..เอาละหากการทำแบบร่างถือเป็นการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมเพราะต้องใช้ความชำนาญพิเศษทางด้านสถาปัตยกรรม แต่ว่าเรื่องของการคุมงานอย่างไรเสียก็ควรจะถือเป็นเรื่องการ “ให้คำปรึกษา” ด้วยประเด็นที่ว่า การทำงานคุมงานนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ความสามารถเฉพาะของสถาปนิกแต่เพียงอย่างเดียว เช่น หากเขาจะสร้างบ้าน เขาไปหา ปวช. ปวส. มาคุมงานก็ได้ไม่เห็นจำเป็นต้องเป็นสถาปนิก

ผมก็หัวเราะ..แล้วตอบเขาไปว่าหากเขาคิดจะจ้าง ปวช. ปวส. คุมงานบ้านให้เขา ก็เพราะเขาเห็นว่างานนั้นไม่ได้ยากเย็น ไม่สลับซับซ้อนจนเกินไป จนต้องใช้ความสามารถพิเศษของบรรดาสถาปนิก ไม่จำเป็นจะต้องจ่ายค่าบริการวิชาชีพในอัตราของสถาปนิก แต่หากเขาเดินมาหานายอนุชา แล้วคิดจะจ้างให้นายอนุชาไปคุมงาน เขาคงจะต้องรู้ตัวว่าเขากำลังจะจ้าง “สถาปนิก” กำลังต้องการ “ความสามารถทางวิชาชีพสถาปัตยกรรม” เป็น “พิเศษ” และต้องจ่ายเงินค่าจ้างแพงกว่าไปจ้าง ปวช. ปวส. ผมจึงมีความเห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นการทำงานโดยอาศัยความรู้ทางวิชาชีพของสถาปนิก (ซึ่งเป็นวิชาชีพอิสระตาม 40(6) ไม่ใช่อะไรก็ได้ตาม 40(2)) ผมยกตัวอย่างต่อไปอีกว่า สมมติว่าเขาเป็นไข้ตัวร้อนเขาเดินไปร้านขายยาให้เภสัชกรจ่ายยาให้ ปรากฎว่าเขาไม่หาย ก็เลยต้องไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคแล้วจ่ายยาให้จนหาย ถามว่าเขาคิดว่า “แพทย์ = เภสัชกร” หรือไม่… ก็เลยตกลงกันได้ครับว่ากรณีจ้างสถาปนิกไปคุมงานก็เป็นการ “ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม” เหมือนกัน

….

….

ก็เป็นเนื้อหาโดยสังเขปจากการพูดคุย ซึ่งก็อยากจะบันทึกเอาไว้ และนำมาเผยแพร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้บรรดาสถาปนิกอิสระที่อาจได้รับการเรียกตัวเข้าสัมภาษณ์ได้เตรียมตัวไว้บ้างครับ

….

นี่ก็เลยครึ่งปีแล้ว สถาปนิกอิสระทั้งหลาย อย่าลืมไปยื่นแบบภาษี ภงด.94 (ภาษีกลางปี) ก่อนสิ้นเดือนกันยายนเสียล่ะครับ เดี๋ยวจะโดนค่าปรับเสีย

….

ส่งท้าย

1) หากท่านสถาปนิกทั้งหลายพยายามทำความรู้ความเข้าใจในเรื่องภาษี และกฎหมายอื่นๆ ไว้บ้าง ก็จะช่วยให้การชี้แจงกับทางสรรพากรของท่านหนักแน่นขึ้น

2) หากท่านสถาปนิกปฏิบัติโดยยึดถือบรรทัดฐานการประกอบวิชาชีพตามที่สมาคมสถาปนิกกำหนดไว้ ก็จะทำให้ท่านตอบสรรพกรด้วยความมั่นใจ

3) หากท่านเสียภาษีอย่างครบถ้วนไม่ได้หมกเม็ดแล้ว ก็จะทำให้ท่านคุยกับสรรพากรได้อย่างราบรื่น

4) ท่านจะต้องเข้าใจวิชาชีพของท่าน และพร้อมจะเรียบเรียงอธิบายให้กับบุคคลทั่วไปเข้าใจได้ทันที .. ท่านอื่นๆ มีความเห็นหรือประสบการณ์เพิ่มเติมอย่างไร ก็เล่าสู่กันฟังด้วยนะครับ

….

….

(ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจซึ่งเป็นคำถามคำตอบจากกระทู้ใน Web Board “ASA”)

คำถามโดยคุณ FF

ขอสอบถามเพิ่มเติมครับ สัญญาว่าจ้างออกแบบสถาปัตยกรรม โดยทั่วไปจะรวมค่าออกแบบงานวิศวกรรมไว้ด้วย ในการคิดภาษีจะคิดแยกกันได้อย่างไรครับ หรือหากไม่คิดแยก สถาปนิกจะเสียภาษีมากกว่าที่ควรเป็นใช่หรือไม่ครับ หรือจะใช้คิดค่าจ้างวิศวกรเป็นค่าใช้จ่ายครับ

...

คำตอบโดย คุณอนุชา

ขอตอบประเด็นหลักของคุณ FF ก่อนนะครับ คือหากคุณ FF “รับ” เอาเงินค่า Fee ของวิศวกร “รวม” เอาไว้ในค่า Fee ที่คุณ FF “รับ” มาจากเจ้าของ แล้วค่อย “จ่าย” ออกไปจากเงินที่รับมานั้น เป็นธรรมดาครับที่คุณก็จะต้องแบกรับภาษีของ “รายรับ” ทั้งหมดที่ผ่านเข้ามาทางคุณ ซึ่งในกรณีที่คุณ FF ทำงานในลักษณะของสถาปนิกอิสระเช่นผม นอกจากจะเสียภาษี “เกินกว่าปรกติ” ด้วยเหตุดังกล่าวแล้ว ก็ยังจะต้องดูอีกว่าการหักค่าใช้จ่ายเหมารวมร้อยละ 30 นั้น จะครอบคลุมกับรายจ่ายของวิศวกรหรือไม่ (ในส่วนตัวของผมตอบได้เลยว่าไม่คุ้มครับ เพราะแรกๆ ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ก็ทำอย่างที่คุณ FF ว่านั่นแหละครับ ปรากฎว่านอกจากหักค่าใช้จ่ายไม่คุ้มแล้ว ยังเจอขั้นภาษีที่ก้าวกระโดดข้ามขั้นไป จ๋อยเลยครับ)

ดังนั้นวิธีที่ดีสำหรับกรณีเป็นสถาปนิกอิสระ (ซึ่งเป็นวิธีที่ผมใช้มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา) คือทำหนังสือเสนองานต่อเจ้าของ โดยระบุทีมงานต่างๆ ไว้เรียบร้อยว่าในงานว่ามีใครร่วมงานบ้าง และให้ทางเจ้าของจ่ายตรงกับผู้ร่วมงานนั้นๆ โดยตรง (โดยเราเป็นผู้ทำเรื่องเบิกให้) และทางผู้ร่วมงานก็จะเป็นผู้ออกใบเสร็จรับเงินให้กับเจ้าของ ซึ่งในกรณีที่ทางผู้ร่วมงานรายนั้นๆ มีเรื่อง V.A.T. ทางผู้ร่วมงานก็จะคิด V.A.T. กับทางเจ้าของโดยตรง (เรื่อง V.A.T. นี้ก็ต้องระบุในหนังสือเสนองานไว้ด้วยครับ เว้นแต่เจ้าของต่อรองให้รวม V.A.T. ไว้ในค่า Fee รวมเลยก็มี) เป็นวิธีที่ทางเจ้าของงานทุกบริษัทที่ผมติดต่อด้วยยอมรับ และไม่มีปัญหาทางด้านภาษีของทั้งสองฝ่ายครับ

แต่วิธีแยกค่า Fee ของวิศวกรให้ทางเจ้าของจ่ายตรงนั้น สถาปนิกบางท่านก็ไม่ชอบครับ เพราะบางกรณีเขาไปต่อรองค่า Fee ของวิศวกร หรือจ้างวิศวกรค่า Fee ถูกๆ ก็จะทำให้เจ้าของรู้ว่าสถาปนิกได้ค่า Fee มากน้อยอย่างไร

ซึ่งในกรณีผม ผมไม่ “พะวง” ในเรื่องนี้เลยครับ เพราะผมไม่ต่อรองค่า Fee วิศวกร โดยผมแบ่งส่วนค่า Fee ให้กับวิศวกรตาม Guide Line ของทางสมาคมครับ เพราะแนวคิดของผมก็คือ หากเราทำอะไรมีบรรทัดฐาน มีความโปร่งใส เวลามีคำถามอะไรเราก็จะชี้แจงได้อย่างเต็มปากเต็มคำครับ

….

แต่ประเด็นที่คุณ FF ถามเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ทางสรรพากร “จี้” ถามผมเช่นกันครับ ในการเข้าผมดังกล่าว …

โดยเขาให้ความเห็นว่าหากสัญญาว่าจ้างระบุเป็นการจ่ายเงินของวิศวกร “ผ่าน” ทางสถาปนิก ก็จะตีความให้เป็นลักษณะที่เราทำ “กิจการ” ไม่ได้ทำเป็นวิชาชีพอิสระ แม้ว่าเราจะไม่ได้ทำเป็นรูปบริษัทก็ตาม (ซึ่งอันนี้ผมก็ยังไม่เห็นด้วยเหมือนกัน) ก็จะต้องเข้าข่ายต้องจดทะเบียนภาษี V.A.T. ครับ (ซึ่งหากเราไม่ได้คิดภาษี V.A.T. ไว้จากลูกค้า ก็แปลว่าเราต้องควักกระเป๋าจ่ายแทนในส่วนนี้เองครับ หน้ามืดแน่ๆครับ)

แต่บังเอิญว่าในส่วนตัวผมนั้น ผมไม่ต้องการ “แบก” ภาษีรายได้ในส่วนของวิศวกรไว้เอง ดังที่เล่าไว้ข้างต้น ก็เอาหนังสือเสนองานของผมให้เขาดู และอธิบายถึงการที่ลูกค้า “จ่ายตรง” ค่าบริการวิชาชีพไปยังวิศวกร เขาก็บอกว่าหากเป็นอย่างนั้นก็ไม่เป็นปัญหาอะไรครับ คือประเด็นนี้ นอกจากทางสรรพกรพยายามจะเอารายได้เข้ารัฐเพิ่มโดยทาง V.A.T. แล้ว ก็ยังจะ “หาทาง” คิดเอาอีกว่าเรากำลังทำลักษณะเข้าข่าย “นายหน้า” ต้องเอารายได้ในส่วนดังกล่าวไปไว้ในหมวด 40 (2) ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 60,000 บาทอีกด้วยครับ

เฮ้อ!! ฟังดูเหนื่อยนะครับ สำหรับบรรดาสถาปนิกอิสระทั้งหลาย แต่ผมมีความเห็นว่าหากเรา “เข้าใจหน้าที่และสิทธิ์ตามกฎหมาย" และที่สำคัญต้อง “เข้าใจหลักการและวิธีการในการปฏิบัติวิชาชีพอย่างถูกต้อง” (แล้วปฏิบัติด้วยครับ) ก็อย่าไปกลัวสรรพากรครับ เขามีหน้าที่ของเขาที่จะหาช่องทาง “ตีความ” ไปต่างๆ นานา เพื่อหารายได้เข้ารัฐ (แลคงจะหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ) แต่เราเองในฐานะประชาชนก็มี “หน้าที่” และมี “สิทธิ” ที่จะอธิบายและชี้แจงให้เขา “เข้าใจ” (ทั้งที่เขาคงเข้าใจอยู่แล้ว) และ “ปกป้อง” สิทธิของเราด้วยครับ

ขอย้ำนะครับ อย่าไป “ถอดใจ” “ยอมรับ” อะไรง่ายๆ ด้วย “ตัดรำคาญ” เพราะหากท่านสถาปนิกอิสระทั้งหลายยังอยากประกอบวิชาชีพอย่าง “อิสระ” ต้องรู้จักต่อสู้เพื่อสิทธิของคุณครับ หากคุณไป “ยอม” ทางสรรพากรเสียทีหนึ่งแล้ว คราวนี้ก็จะเป็นเช่นนั้นไปตลอดชีวิตจนกว่าคุณจะเปลี่ยนอาชีพครับผม

ด้วยความห่วงใยครับ

สถาปนิก..กับการเข้าชี้แจงเรื่องภาษีกับสรรพากร
Jul 09,2018

ไม่ได้เข้ามาเขียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเสียนานครับ คราวนี้เห็นเป็นโอกาสเหมาะมีเรื่องที่ผมเห็นว่าน่าสนใจจะเผยแพร่ให้สถาปนิกพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ได้รับทราบเป็นข้อมูล ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยเกี่ยวกับเรื่องภาษีครับ

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้รับเกียรติจากสรรพากร เรียกตัวผมเข้าพบเพื่อให้ชี้แจงเรื่อง “การดำเนินกิจการ” อันเป็นหน้าที่ของทีมกำกับดูแลพิเศษ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ (คงไม่บอกละครับว่าเขตไหน คิดว่าเขตอื่นๆ คงเหมือนๆ กัน)

เจตนาของการเรียกเข้าพบก็เพื่อให้ผมชี้แจงที่มาที่ไปของรายได้ วิธีการดำเนินกิจการ ซึ่งมีเป้าประสงค์คือหา “ช่องทาง” ในการเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม ซึ่งเป็นหน้าที่ของเขาในการจะหาเงินเข้ารัฐเพิ่ม ซึ่งวิธีการของเขาก็คือทำตัว “ไร้เดียงสา” (หรือจะด้วยความไม่รู้จริงๆ ก็ไม่ทราบนะครับ แต่ผมคิดว่าไม่น่าจะไร้เดียงสาจริง เพราะตัวผมคงไม่ใช่เป็นสถาปนิกคนแรกในประเทศไทยที่เจ้าหน้าที่ได้คุยด้วยนับแต่มี “สถาปนิก” เกิดขึ้นในเมืองไทยมาร่วม 70 ปีเข้าไปแล้ว) เพื่อหา “ช่องทาง” ในการเรียกเก็บภาษีเพิ่ม

ผมจะเล่าเป็นประเด็นแต่ละคำถาม และคำตอบแต่ละคำตอบที่ผมตอบเขาไป เผื่อว่าสถาปนิกท่านอื่นๆ ที่อาจจะได้รับการเรียกตัวเช่นผม ได้มีข้อมูลไว้เป็นบรรทัดฐานในการตอบคำถามเหล่านั้น (ซึ่งหากเห็นว่าคำตอบผมไม่เข้าท่า ก็โปรดแนะนำ และขออภัยที่เป็นการเผยความเด๋อด๋าด้วยนะครับ)

สิ่งที่เขาขอให้ผมเตรียมไปสำหรับการพูดคุยกันก็คือตัวอย่างสัญญาว่าจ้างครับ

เรื่องนี้ผมบอกเขาว่าผมไม่มีสัญญาว่าจ้าง มีแต่หนังสือเสนองาน ซึ่งส่วนมากเจ้าของหรือบริษัทที่ผมติดต่อด้วยนั้นไม่ได้ขอให้ทำเป็นลักษณะของสัญญาเต็มรูปแบบด้วยความที่ผมทำงานเป็นสถาปนิกอิสระ แต่เจ้าของอาจจะมีการต่อรองและเมื่อเห็นชอบแล้วก็ให้ทำเรื่องเบิกเงินงวดแรกเลยซึ่งถือเป็นการตกลงว่าจ้างโดยปริยาย (กรณีเป็นหนังสือสัญญาว่าจ้างแบบเป็นทางการนั้น จะต้องติดอากรแสตมป์ด้วยนะครับ ไม่เช่นนั้นก็มีความผิดอีก) ซึ่งทางสรรพากรไม่ได้ติดใจอะไร

หมายเหตุ: เพื่ออธิบายเพิ่มเติมให้สถาปนิกบางท่านที่อาจยังไม่ทราบเข้าใจก็คือ ในทางกฎหมายนั้นเขาตีความว่าการตกลงว่าจ้างทางวิชาชีพสถาปัตยกรรมนั้น เป็นลักษณะการว่าจ้างแบบ “ว่าจ้างทำของ” ซึ่งสัญญาของการว่าจ้างทำของนั้นเป็น “สัญญาไม่มีรูปแบบ” คือท่านจะทำเป็นทางการ หรือไม่ก็ได้ จะตกลงกันโดยวาจาเท่านั้นก็ได้ การเรียกเก็บเงินก็โดยการส่งมอบงานและเรียกเก็บเงินเป็นคราวๆ ไป

เรื่องแรกเขาถามผมว่าผมประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมในลักษณะใด ผมได้จดทะเบียนบริษัทหรือไม่

ผมก็ตอบเขาไปตามตรงครับว่า ผมไม่ได้จดทะเบียนบริษัท ผมประกอบวิชาชีพในลักษณะสถาปนิกอิสระ ในกรณีที่มีงานเขียนแบบ ทำโมเดล หรือทำงานไม่ทันก็จะว่าจ้างบุคคลอื่นๆ เข้ามาทำงานให้เป็นคราวๆ ไป เหตุที่ไม่จดทะเบียนบริษัท เพราะผมไม่ต้องการว่าจ้างพนักงานประจำเพิ่มเติม และไม่อยากวุ่นวายด้านการบัญชี ตราบใดที่ผมรับได้กับการหักค่าใช้จ่ายในอัตราเหมารวมร้อยละ 30 และรายได้ผมยังไม่เกินปีละ 1.5 ล้านบาท ซึ่งต้องเข้าข่ายเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ผมก็ต้องทำบัญชีรายรับรายจ่าย และนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มต่อสรรพากรทุกเดือน และคงต้องจ้างพนักงานบัญชีประจำในที่สุด และสมควรจดทะเบียนบริษัท)….ทางสรรพากรรับฟัง ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด (ประเด็นตรงนี้คือเขาพยายามจะให้ผมเข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งหากผมเข้าข่าย เขาก็จะคิดภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลังครับ)

ต่อมา..เขาถามว่า จากตัวอย่างหนังสือเสนองานที่เขาให้ผมเอาตัวอย่างไปให้ดูนั้น ลักษณะงานสถาปัตยกรรมที่ผมทำบางงานจะต้องทำงานร่วมกับวิศวกร ภูมิสถาปนิก มัณฑนากร…ประเด็นคือผมคิดค่านายหน้าในการจัดหางานให้กับผู้ร่วมงานเหล่านี้หรือไม่ ซึ่งหากผมคิดค่านายหน้า ก็จะต้องแยกรายได้ส่วนนี้ไปแจ้งเป็นรายได้ตามข้อ 40(2) คือเป็นรายได้จากค่านายหน้า ไม่ใช่จากการประกอบวิชาชีพอิสระ ซึ่งจะหักค่าใช้จ่ายได้สูงสุดไม่เกิน 60,000.00 บาท ไม่ใช่เหมารวมร้อยละ 30

ผมให้คำตอบเขาไปว่า ผมไม่เคยคิดค่านายหน้าจากบรรดาผู้ร่วมงานเลย (อันที่จริงแม้กระทั่งค่าประสานงานโครงการซึ่งอันที่จริงควรจะหักไว้ 10% ผมก็ยังไม่เคยหักเลยครับ) เขายินดีมาร่วมงานกับผม ผมก็ดีใจมากแล้วล่ะครับ (เขาให้ความเห็นว่า เขาเคยทราบว่าบางทีสถาปนิกก็คิดค่านายหน้าในการหางานให้วิศวกรด้วย ผมก็บอกว่าเรื่องนั้นคงเรื่องของปัจเจกบุคคล ซึ่งไม่ได้มีระบุไว้ตามระเบียบสมาคม หากจะมีใครปฏิบัติเช่นนั้นผมไม่ทราบได้ เพราะผมยึดแนวทางมาตรฐานการประกอบวิชาชีพตามระเบียบสมาคมเป็นเกณฑ์ จะให้เอามากางให้ดูได้)

เขาถามต่ออีกว่า (ประเด็นนี้ผมว่าสำคัญที่สุดในเรื่องที่เล่านี้)…งานที่ผมทำนั้นได้สร้างทุกงานหรือไม่ เพราะหากงานใดไม่ได้สร้างเขาจะถือว่าไม่ใช่ “งานสถาปัตยกรรม” ถือว่าเป็นเพียงแค่การ “ให้คำปรึกษา” ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะต้องแยกรายได้ส่วนนี้ไปแจ้งเป็นรายได้ตามข้อ 40(2) คือเป็นรายได้ประเภทที่ปรึกษา ไม่ใช่จากการประกอบวิชาชีพอิสระ ซึ่งจะหักค่าใช้จ่ายได้สูงสุดไม่เกิน 60,000.00 บาท ไม่ใช่เหมารวมร้อยละ 30 อีกเช่นกัน

มาถึงตอนนี้ผมก็เลยถามเขาว่า เขามีเวลาจะฟังผมอธิบายแค่ไหน ซึ่งเขาก็ตอบว่ามีเวลาคุยกันได้นาน ผมก็เลยเริ่มอรรถาธิบายให้ฟังก่อนว่า สิ่งที่สถาปนิกทำนั้นไม่ใช่ลักษณะของ “ผู้รับเหมา” ซึ่งจะต้องทำงาน “ก่อสร้าง” ตัว “สถาปัตยกรรม” แต่เป็นการ “ประกอบวิชาชีพด้านสถาปัตยกรรม” ซึ่งมีทั้ง การทำแบบร่างเพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุน การทำแบบเพื่อนำไปใช้ก่อสร้าง การตรวจสอบอาคารที่มีปัญหา การควบคุมงาน ฯลฯ ซึ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้องค์ความรู้ทางด้านวิชาชีพสถาปัตยกรรม

ดังนั้นแม้บางคราวงานที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าของจะไม่ได้ก่อสร้าง คือ ถูกระงับงานในขั้นตอนการทำแบบร่าง หรือถูกระงับงานในขั้นเขียนแบบก่อสร้าง ก็ถือว่าเรา “กำลัง” ปฏิบัติ “วิชาชีพสถาปัตยกรรม” ซึ่งเป็นวิชาชีพอิสระตามข้อ 40(6)

ขาทำ “ไร้เดียงสา” แย้งว่า..เอาละหากการทำแบบร่างถือเป็นการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมเพราะต้องใช้ความชำนาญพิเศษทางด้านสถาปัตยกรรม แต่ว่าเรื่องของการคุมงานอย่างไรเสียก็ควรจะถือเป็นเรื่องการ “ให้คำปรึกษา” ด้วยประเด็นที่ว่า การทำงานคุมงานนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ความสามารถเฉพาะของสถาปนิกแต่เพียงอย่างเดียว เช่น หากเขาจะสร้างบ้าน เขาไปหา ปวช. ปวส. มาคุมงานก็ได้ไม่เห็นจำเป็นต้องเป็นสถาปนิก

ผมก็หัวเราะ..แล้วตอบเขาไปว่าหากเขาคิดจะจ้าง ปวช. ปวส. คุมงานบ้านให้เขา ก็เพราะเขาเห็นว่างานนั้นไม่ได้ยากเย็น ไม่สลับซับซ้อนจนเกินไป จนต้องใช้ความสามารถพิเศษของบรรดาสถาปนิก ไม่จำเป็นจะต้องจ่ายค่าบริการวิชาชีพในอัตราของสถาปนิก แต่หากเขาเดินมาหานายอนุชา แล้วคิดจะจ้างให้นายอนุชาไปคุมงาน เขาคงจะต้องรู้ตัวว่าเขากำลังจะจ้าง “สถาปนิก” กำลังต้องการ “ความสามารถทางวิชาชีพสถาปัตยกรรม” เป็น “พิเศษ” และต้องจ่ายเงินค่าจ้างแพงกว่าไปจ้าง ปวช. ปวส. ผมจึงมีความเห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นการทำงานโดยอาศัยความรู้ทางวิชาชีพของสถาปนิก (ซึ่งเป็นวิชาชีพอิสระตาม 40(6) ไม่ใช่อะไรก็ได้ตาม 40(2)) ผมยกตัวอย่างต่อไปอีกว่า สมมติว่าเขาเป็นไข้ตัวร้อนเขาเดินไปร้านขายยาให้เภสัชกรจ่ายยาให้ ปรากฎว่าเขาไม่หาย ก็เลยต้องไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคแล้วจ่ายยาให้จนหาย ถามว่าเขาคิดว่า “แพทย์ = เภสัชกร” หรือไม่… ก็เลยตกลงกันได้ครับว่ากรณีจ้างสถาปนิกไปคุมงานก็เป็นการ “ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม” เหมือนกัน

….

….

ก็เป็นเนื้อหาโดยสังเขปจากการพูดคุย ซึ่งก็อยากจะบันทึกเอาไว้ และนำมาเผยแพร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้บรรดาสถาปนิกอิสระที่อาจได้รับการเรียกตัวเข้าสัมภาษณ์ได้เตรียมตัวไว้บ้างครับ

….

นี่ก็เลยครึ่งปีแล้ว สถาปนิกอิสระทั้งหลาย อย่าลืมไปยื่นแบบภาษี ภงด.94 (ภาษีกลางปี) ก่อนสิ้นเดือนกันยายนเสียล่ะครับ เดี๋ยวจะโดนค่าปรับเสีย

….

ส่งท้าย

1) หากท่านสถาปนิกทั้งหลายพยายามทำความรู้ความเข้าใจในเรื่องภาษี และกฎหมายอื่นๆ ไว้บ้าง ก็จะช่วยให้การชี้แจงกับทางสรรพากรของท่านหนักแน่นขึ้น

2) หากท่านสถาปนิกปฏิบัติโดยยึดถือบรรทัดฐานการประกอบวิชาชีพตามที่สมาคมสถาปนิกกำหนดไว้ ก็จะทำให้ท่านตอบสรรพกรด้วยความมั่นใจ

3) หากท่านเสียภาษีอย่างครบถ้วนไม่ได้หมกเม็ดแล้ว ก็จะทำให้ท่านคุยกับสรรพากรได้อย่างราบรื่น

4) ท่านจะต้องเข้าใจวิชาชีพของท่าน และพร้อมจะเรียบเรียงอธิบายให้กับบุคคลทั่วไปเข้าใจได้ทันที .. ท่านอื่นๆ มีความเห็นหรือประสบการณ์เพิ่มเติมอย่างไร ก็เล่าสู่กันฟังด้วยนะครับ

….

….

(ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจซึ่งเป็นคำถามคำตอบจากกระทู้ใน Web Board “ASA”)

คำถามโดยคุณ FF

ขอสอบถามเพิ่มเติมครับ สัญญาว่าจ้างออกแบบสถาปัตยกรรม โดยทั่วไปจะรวมค่าออกแบบงานวิศวกรรมไว้ด้วย ในการคิดภาษีจะคิดแยกกันได้อย่างไรครับ หรือหากไม่คิดแยก สถาปนิกจะเสียภาษีมากกว่าที่ควรเป็นใช่หรือไม่ครับ หรือจะใช้คิดค่าจ้างวิศวกรเป็นค่าใช้จ่ายครับ

...

คำตอบโดย คุณอนุชา

ขอตอบประเด็นหลักของคุณ FF ก่อนนะครับ คือหากคุณ FF “รับ” เอาเงินค่า Fee ของวิศวกร “รวม” เอาไว้ในค่า Fee ที่คุณ FF “รับ” มาจากเจ้าของ แล้วค่อย “จ่าย” ออกไปจากเงินที่รับมานั้น เป็นธรรมดาครับที่คุณก็จะต้องแบกรับภาษีของ “รายรับ” ทั้งหมดที่ผ่านเข้ามาทางคุณ ซึ่งในกรณีที่คุณ FF ทำงานในลักษณะของสถาปนิกอิสระเช่นผม นอกจากจะเสียภาษี “เกินกว่าปรกติ” ด้วยเหตุดังกล่าวแล้ว ก็ยังจะต้องดูอีกว่าการหักค่าใช้จ่ายเหมารวมร้อยละ 30 นั้น จะครอบคลุมกับรายจ่ายของวิศวกรหรือไม่ (ในส่วนตัวของผมตอบได้เลยว่าไม่คุ้มครับ เพราะแรกๆ ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ก็ทำอย่างที่คุณ FF ว่านั่นแหละครับ ปรากฎว่านอกจากหักค่าใช้จ่ายไม่คุ้มแล้ว ยังเจอขั้นภาษีที่ก้าวกระโดดข้ามขั้นไป จ๋อยเลยครับ)

ดังนั้นวิธีที่ดีสำหรับกรณีเป็นสถาปนิกอิสระ (ซึ่งเป็นวิธีที่ผมใช้มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา) คือทำหนังสือเสนองานต่อเจ้าของ โดยระบุทีมงานต่างๆ ไว้เรียบร้อยว่าในงานว่ามีใครร่วมงานบ้าง และให้ทางเจ้าของจ่ายตรงกับผู้ร่วมงานนั้นๆ โดยตรง (โดยเราเป็นผู้ทำเรื่องเบิกให้) และทางผู้ร่วมงานก็จะเป็นผู้ออกใบเสร็จรับเงินให้กับเจ้าของ ซึ่งในกรณีที่ทางผู้ร่วมงานรายนั้นๆ มีเรื่อง V.A.T. ทางผู้ร่วมงานก็จะคิด V.A.T. กับทางเจ้าของโดยตรง (เรื่อง V.A.T. นี้ก็ต้องระบุในหนังสือเสนองานไว้ด้วยครับ เว้นแต่เจ้าของต่อรองให้รวม V.A.T. ไว้ในค่า Fee รวมเลยก็มี) เป็นวิธีที่ทางเจ้าของงานทุกบริษัทที่ผมติดต่อด้วยยอมรับ และไม่มีปัญหาทางด้านภาษีของทั้งสองฝ่ายครับ

แต่วิธีแยกค่า Fee ของวิศวกรให้ทางเจ้าของจ่ายตรงนั้น สถาปนิกบางท่านก็ไม่ชอบครับ เพราะบางกรณีเขาไปต่อรองค่า Fee ของวิศวกร หรือจ้างวิศวกรค่า Fee ถูกๆ ก็จะทำให้เจ้าของรู้ว่าสถาปนิกได้ค่า Fee มากน้อยอย่างไร

ซึ่งในกรณีผม ผมไม่ “พะวง” ในเรื่องนี้เลยครับ เพราะผมไม่ต่อรองค่า Fee วิศวกร โดยผมแบ่งส่วนค่า Fee ให้กับวิศวกรตาม Guide Line ของทางสมาคมครับ เพราะแนวคิดของผมก็คือ หากเราทำอะไรมีบรรทัดฐาน มีความโปร่งใส เวลามีคำถามอะไรเราก็จะชี้แจงได้อย่างเต็มปากเต็มคำครับ

….

แต่ประเด็นที่คุณ FF ถามเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ทางสรรพากร “จี้” ถามผมเช่นกันครับ ในการเข้าผมดังกล่าว …

โดยเขาให้ความเห็นว่าหากสัญญาว่าจ้างระบุเป็นการจ่ายเงินของวิศวกร “ผ่าน” ทางสถาปนิก ก็จะตีความให้เป็นลักษณะที่เราทำ “กิจการ” ไม่ได้ทำเป็นวิชาชีพอิสระ แม้ว่าเราจะไม่ได้ทำเป็นรูปบริษัทก็ตาม (ซึ่งอันนี้ผมก็ยังไม่เห็นด้วยเหมือนกัน) ก็จะต้องเข้าข่ายต้องจดทะเบียนภาษี V.A.T. ครับ (ซึ่งหากเราไม่ได้คิดภาษี V.A.T. ไว้จากลูกค้า ก็แปลว่าเราต้องควักกระเป๋าจ่ายแทนในส่วนนี้เองครับ หน้ามืดแน่ๆครับ)

แต่บังเอิญว่าในส่วนตัวผมนั้น ผมไม่ต้องการ “แบก” ภาษีรายได้ในส่วนของวิศวกรไว้เอง ดังที่เล่าไว้ข้างต้น ก็เอาหนังสือเสนองานของผมให้เขาดู และอธิบายถึงการที่ลูกค้า “จ่ายตรง” ค่าบริการวิชาชีพไปยังวิศวกร เขาก็บอกว่าหากเป็นอย่างนั้นก็ไม่เป็นปัญหาอะไรครับ คือประเด็นนี้ นอกจากทางสรรพกรพยายามจะเอารายได้เข้ารัฐเพิ่มโดยทาง V.A.T. แล้ว ก็ยังจะ “หาทาง” คิดเอาอีกว่าเรากำลังทำลักษณะเข้าข่าย “นายหน้า” ต้องเอารายได้ในส่วนดังกล่าวไปไว้ในหมวด 40 (2) ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 60,000 บาทอีกด้วยครับ

เฮ้อ!! ฟังดูเหนื่อยนะครับ สำหรับบรรดาสถาปนิกอิสระทั้งหลาย แต่ผมมีความเห็นว่าหากเรา “เข้าใจหน้าที่และสิทธิ์ตามกฎหมาย" และที่สำคัญต้อง “เข้าใจหลักการและวิธีการในการปฏิบัติวิชาชีพอย่างถูกต้อง” (แล้วปฏิบัติด้วยครับ) ก็อย่าไปกลัวสรรพากรครับ เขามีหน้าที่ของเขาที่จะหาช่องทาง “ตีความ” ไปต่างๆ นานา เพื่อหารายได้เข้ารัฐ (แลคงจะหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ) แต่เราเองในฐานะประชาชนก็มี “หน้าที่” และมี “สิทธิ” ที่จะอธิบายและชี้แจงให้เขา “เข้าใจ” (ทั้งที่เขาคงเข้าใจอยู่แล้ว) และ “ปกป้อง” สิทธิของเราด้วยครับ

ขอย้ำนะครับ อย่าไป “ถอดใจ” “ยอมรับ” อะไรง่ายๆ ด้วย “ตัดรำคาญ” เพราะหากท่านสถาปนิกอิสระทั้งหลายยังอยากประกอบวิชาชีพอย่าง “อิสระ” ต้องรู้จักต่อสู้เพื่อสิทธิของคุณครับ หากคุณไป “ยอม” ทางสรรพากรเสียทีหนึ่งแล้ว คราวนี้ก็จะเป็นเช่นนั้นไปตลอดชีวิตจนกว่าคุณจะเปลี่ยนอาชีพครับผม

ด้วยความห่วงใยครับ