ALL
NEWS
BLOG
EVENT

สถาปนิก...กับ “วินัย” ด้านการเงิน
Aug 06,2018


หลักทาง “การบัญชีและการเงิน” เป็นเพียงแค่ “เครื่องมือ” ซึ่งหากเรา “เข้าใจ” และรู้จัก “ใช้” ก็จะช่วยให้เราปฏิบัติวิชาชีพได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น แต่ประการสำคัญที่สุดหากเราไม่มี “วินัย” เราก็จะ “ปฏิบัติ” ได้อย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือปฏิบัติด้วยความหย่อนยาน และท้ายที่สุดเราก็จะประสบปัญหาด้านการเงินอยู่ดี

ตัวอย่างการขาด “วินัย” ที่ว่านี้ ก็เช่น เมื่อเรารู้แล้วว่าเงินสดที่บริษัทมีอยู่ 500,000 บาท มีค่าใช้จ่ายประจำอยู่ 250,000 บาท มีลูกหนี้ที่จะต้องชำระค่าวิศวกรอยู่ 200,000 บาท ก็ถ่วงเวลาชำระหนี้วิศวกรออกไป แล้วเอาเงินดังกล่าวไปซื้อรถยนต์ใหม่ให้กับกรรมการบริหาร หรือเอาไป “หมุน” ซึ่งหากถามว่า “ผิด” ไหม ที่จะเอาเงินส่วนที่ต้องชำระหนี้ไป “หมุน” ก่อน ก็ขอตอบว่าไม่ผิดหรอกครับ หากมองภาพในอนาคตอีก 3-6 เดือนข้างหน้าออกว่าจะมีเงินมาชำระวิศวกรท่านที่ว่านี้เมื่อไร (ซึ่งหากมี “วินัย” จริง เขาก็จะชำระหนี้วิศวกรก่อน แล้วค่อยเอารอเงินเข้ามาจึงค่อยไปใช้จ่ายส่วนอื่นๆ ที่มีความจำเป็นน้อยกว่า)

อีกกรณีหนึ่ง ซึ่งผมว่า “เป็นเอามาก” สำหรับสถาปนิกอิสระ หรือสำนักงานสถาปนิกขนาดเล็กที่มีเจ้าของคนเดียว คือ การไม่ได้ตั้งอัตราเงินเดือนประจำสำหรับผู้จัดการ (ซึ่งก็คือเจ้าของบริษัท) หรือตัวสถาปนิกอิสระท่านนั้นๆ เอง เมื่อมีเงินเข้ามาในสำนักงานหรือสถาปนิกอิสระเก็บเงินได้เท่าไร ก็มักจะ “คิด” เหมารวมเอาว่าเงินที่ได้มานั้นเป็นเงิน (ส่วนตัว) ที่ผู้จัดการหรือเจ้าของบริษัทสามารถนำไปใช้ได้ แล้วก็ยิ่งวุ่นวายหนักเข้าไปอีกคือไม่ได้มองว่าต้องมีหนี้ชำระเมื่อไร คราวนี้ก็ใช้เงินเพลิน สุดท้ายไม่มีเงินจ่ายให้ลูกน้อง วิศวกรผู้ร่วมงาน หรือเจ้าหนี้ต่างๆ จนในที่สุดก็เป็นปัญหาหนี้สินค้างคาจนแยกกันไม่ออกระหว่างหนี้ส่วนของการงาน กับหนี้ส่วนตัว

กรณีเช่นนี้ผมขอเสนอให้ท่านปรับปรุง โดยการตั้งเงินเดือนให้ตัวเองให้ชัดเจน แยกบัญชีของบริษัท หรือของส่วนที่เป็นงาน ออกจากบัญชีเงินส่วนตัว เช่น กรณีท่านสถาปนิกอิสระ ก็อาจจะมีบัญชีแยกเล่มของเงินส่วนรวม (ซึ่งต้องเอาไปใช้จ่ายกับทีมงาน เช่นวิศวกร หรือจ่ายค่าเช่า) กับเงินส่วนตัว ทุกสิ้นเดือนก็จ่ายเงินเดือนให้ตัวเองให้ชัดเจน

ตัวอย่างข้างต้น คงจะ “โดนใจ” และเป็น “ประโยชน์” กับหลายๆ ท่านที่จะพิจารณาปรับปรุง “วินัย” ด้านการเงิน เพื่อนำไปสู่การใช้ประโยชน์จากการบัญชีและการเงินที่ผมจะเล่าให้ฟังต่อไปนะครับ

สถาปนิก...กับ “วินัย” ด้านการเงิน
Aug 06,2018

หลักทาง “การบัญชีและการเงิน” เป็นเพียงแค่ “เครื่องมือ” ซึ่งหากเรา “เข้าใจ” และรู้จัก “ใช้” ก็จะช่วยให้เราปฏิบัติวิชาชีพได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น แต่ประการสำคัญที่สุดหากเราไม่มี “วินัย” เราก็จะ “ปฏิบัติ” ได้อย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือปฏิบัติด้วยความหย่อนยาน และท้ายที่สุดเราก็จะประสบปัญหาด้านการเงินอยู่ดี

ตัวอย่างการขาด “วินัย” ที่ว่านี้ ก็เช่น เมื่อเรารู้แล้วว่าเงินสดที่บริษัทมีอยู่ 500,000 บาท มีค่าใช้จ่ายประจำอยู่ 250,000 บาท มีลูกหนี้ที่จะต้องชำระค่าวิศวกรอยู่ 200,000 บาท ก็ถ่วงเวลาชำระหนี้วิศวกรออกไป แล้วเอาเงินดังกล่าวไปซื้อรถยนต์ใหม่ให้กับกรรมการบริหาร หรือเอาไป “หมุน” ซึ่งหากถามว่า “ผิด” ไหม ที่จะเอาเงินส่วนที่ต้องชำระหนี้ไป “หมุน” ก่อน ก็ขอตอบว่าไม่ผิดหรอกครับ หากมองภาพในอนาคตอีก 3-6 เดือนข้างหน้าออกว่าจะมีเงินมาชำระวิศวกรท่านที่ว่านี้เมื่อไร (ซึ่งหากมี “วินัย” จริง เขาก็จะชำระหนี้วิศวกรก่อน แล้วค่อยเอารอเงินเข้ามาจึงค่อยไปใช้จ่ายส่วนอื่นๆ ที่มีความจำเป็นน้อยกว่า)

อีกกรณีหนึ่ง ซึ่งผมว่า “เป็นเอามาก” สำหรับสถาปนิกอิสระ หรือสำนักงานสถาปนิกขนาดเล็กที่มีเจ้าของคนเดียว คือ การไม่ได้ตั้งอัตราเงินเดือนประจำสำหรับผู้จัดการ (ซึ่งก็คือเจ้าของบริษัท) หรือตัวสถาปนิกอิสระท่านนั้นๆ เอง เมื่อมีเงินเข้ามาในสำนักงานหรือสถาปนิกอิสระเก็บเงินได้เท่าไร ก็มักจะ “คิด” เหมารวมเอาว่าเงินที่ได้มานั้นเป็นเงิน (ส่วนตัว) ที่ผู้จัดการหรือเจ้าของบริษัทสามารถนำไปใช้ได้ แล้วก็ยิ่งวุ่นวายหนักเข้าไปอีกคือไม่ได้มองว่าต้องมีหนี้ชำระเมื่อไร คราวนี้ก็ใช้เงินเพลิน สุดท้ายไม่มีเงินจ่ายให้ลูกน้อง วิศวกรผู้ร่วมงาน หรือเจ้าหนี้ต่างๆ จนในที่สุดก็เป็นปัญหาหนี้สินค้างคาจนแยกกันไม่ออกระหว่างหนี้ส่วนของการงาน กับหนี้ส่วนตัว

กรณีเช่นนี้ผมขอเสนอให้ท่านปรับปรุง โดยการตั้งเงินเดือนให้ตัวเองให้ชัดเจน แยกบัญชีของบริษัท หรือของส่วนที่เป็นงาน ออกจากบัญชีเงินส่วนตัว เช่น กรณีท่านสถาปนิกอิสระ ก็อาจจะมีบัญชีแยกเล่มของเงินส่วนรวม (ซึ่งต้องเอาไปใช้จ่ายกับทีมงาน เช่นวิศวกร หรือจ่ายค่าเช่า) กับเงินส่วนตัว ทุกสิ้นเดือนก็จ่ายเงินเดือนให้ตัวเองให้ชัดเจน

ตัวอย่างข้างต้น คงจะ “โดนใจ” และเป็น “ประโยชน์” กับหลายๆ ท่านที่จะพิจารณาปรับปรุง “วินัย” ด้านการเงิน เพื่อนำไปสู่การใช้ประโยชน์จากการบัญชีและการเงินที่ผมจะเล่าให้ฟังต่อไปนะครับ