ALL
NEWS
BLOG
EVENT

สถาปนิก...กับ การจัดการกับ “กำไร”
Oct 08,2018


หลายท่านคงจะ “อมยิ้ม” ว่าผู้เขียนนี่ท่าจะไม่เต็มเต็ง ทำไมจึงต้องมาคุยให้ฟังเรื่อง การจัดการกับ “กำไร” ด้วย ก็ถ้าหากมีกำไรก็แบ่งกัน..ก็เท่านั้นเอง เอาเป็นว่าลองติดตามกันไปก่อนไหมครับ

 

ท่านสถาปนิกทุกท่านในฐานะบุคคลธรรมดาทั่วไป เมื่อทำงานแล้วก็คงจะอยากมีเงินเหลือใช้กันทุกคน จะเพื่อเป็นเงินทุนสำรองหรือเพื่อเอาไปลงทุนใช้จ่ายในทรัพย์สินต่างๆ เช่น ซื้อบ้าน ซื้อรถ เป็นต้น ซึ่งจะมีเงินเหลือใช้ได้ก็ต้องทำให้มี รายได้ มากกว่า รายจ่าย หรือในอีกทางกลับกันก็ต้องจัดการให้มี รายจ่าย น้อยกว่า รายได้ จึงจะมีเงินเหลือ ซึ่งหากเป็นนิติบุคคลเราก็จะเรียกว่า กำไร นั่นแหละครับ เห็นไหมครับ ขนาดเป็นบุคคลธรรมดาท่านยังต้องการมี กำไร จึงไม่แปลกหากท่านสถาปนิกกับพรรคพวกจะร่วมกันจัดตั้งองค์กรขึ้นมา แล้วมีความคาดหวังว่าจะมี กำไร บ้าง ไม่เช่นนั้นท่านก็อาจคงสภาพเป็นมนุษย์เงินเดือนไปวันๆ ดีกว่า ไม่ต้องเสี่ยงลงทุน จริงไหมครับ

 “การจัดการกับกำไร เป็นประเด็นปัญหาความขัดแย้งบ่อยครั้ง จนถึงขั้นที่ทำให้หุ้นส่วนของหลายบริษัทต้องแตกแยกย้ายกันไป เพราะไม่ได้คุยกันให้กระจ่างก่อน ดังนั้น ผมจึงอยากเสนอให้ท่านสถาปนิกหรือผู้ถือหุ้นของนิติบุคคลทั้งหลายได้คุยกันตั้งแต่เริ่มก่อตั้งว่าหากมี กำไร เกิดขึ้น ณ สิ้นปี ท่านจะแบ่งส่วนของ กำไร กันอย่างไร เช่น

 

1) ในกรณีที่บริษัทมีนโยบายผูกพัน โบนัส ของพนักงาน กับ กำไร ก็ควรกำหนดสัดส่วนให้ชัดเจน และก็ควรแจ้งให้พนักงานทราบด้วยครับ พนักงานจะได้ทราบและเข้าใจถึงนโยบายของบริษัท (ในกรณีเรื่อง โบนัส ที่ยกตัวอย่างนี้ ต่างจากกรณีที่บางบริษัทมีการตั้งโบนัสขั้นต่ำในแต่ละปีไว้ ไม่ว่าจะมีกำไรเป็นเท่าใดก็ตาม เพราะต้องการให้กำลังใจพนักงาน หรือเกรงว่าพนักงานจะพากันลาออกไปอยู่บริษัทอื่น ก็ถือเป็นส่วนของรายจ่ายของบริษัทไป)

 

2) การแบ่งส่วน กำไร ให้กับผู้บริหาร (เช่น กรรมการผู้จัดการ หรือกรรมการบริหาร) ว่าจะเป็นสัดส่วนเท่าไรจากกำไร หรือ บางทีเรียกว่า Management Fee หรือ Profit Sharing

 

แต่โดยมากบริษัท มักจะไม่ให้โบนัสของผู้บริหารไปปนกับของพนักงาน เพราะบางสถานการณ์บริษัทอาจจำเป็นต้องตัดสินใจที่จะจ่ายโบนัสให้พนักงาน แม้บริษัทไม่กำไร เนื่องจากเห็นว่าพนักงานทำงานกันหนักมากแล้ว แต่บริษัทอาจจะติดปัญหาด้านการบริหารจัดการของบริษัทเอง จึงต้องการให้กำลังใจกับพนักงานแม้บริษัทจะไม่กำไรก็ตาม ทั้งนี้ ผู้บริหารก็ต้องแสดงความรับผิดชอบโดยไม่รับเงินโบนัสนั้นๆ

การกำหนดให้โบนัสของผู้บริหารผูกพันกับผลประกอบการ มีข้อดีอย่างหนึ่งคือ จะเป็นการกระตุ้นทางอ้อมให้ผู้บริหารเพียรพยายามและมีความรับผิดชอบต่อการบริหารจัดการบริษัทมากขึ้น

 

 3)  การแบ่งส่วน กำไร ให้กับผู้ถือหุ้น ว่าจะเป็นสัดส่วนเท่าไรจากกำไร ซึ่งจะถือเป็นส่วนของ เงินปันผล ให้ผู้ถือหุ้น มิใช่ส่วนของค่าใช้จ่ายในบัญชีกำไรขาดทุน

 

4)  และท้ายที่สุดจะแบ่งส่วน กำไร เท่าไร เพื่อเป็นเงินทุนในการบริหารจัดการหรือการลงทุนของบริษัทต่อไป เช่น ลงทุนในสินทรัพย์เพิ่มเติม หรือว่าจ้างพนักงานเพิ่ม ในกรณีต้องการขยายกิจการ

 

ขอยกตัวอย่างเพื่อความเข้าใจ เช่น  บริษัท ก. ตกลงว่า หากมีกำไร 100 บาท ก็จะแบ่งเป็นส่วนของโบนัสให้พนักงาน 20% ให้เป็นเงินค่า Management Fee อีก 10% และเป็นส่วนของกำไรที่จะแบ่งให้ผู้ถือหุ้น 30% ส่วนที่เหลือจึงให้เป็นส่วนที่จะเก็บไว้เป็นเงินทุนในการบริหารหรือพัฒนาบริษัท เป็นต้น

 

ข้อคิดเห็นข้างต้นเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งในการจัดการกับ กำไร ครับ หลายๆ ท่านอาจมีแนวคิดหรือวิธีการในการจัดการอื่นๆ ที่เหมาะสมกับองค์กรของท่านตามเหมาะสมครับ แต่ประเด็นสำคัญคือ ผู้ถือหุ้นและ/หรือผู้บริหารควรหารือกันและกำหนดแนวทางกันให้ชัดเจนในการจัดการกับ กำไร ก่อนจะเริ่มกิจการเป็นดีที่สุดครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สถาปนิก...กับ การจัดการกับ “กำไร”
Oct 08,2018

หลายท่านคงจะ “อมยิ้ม” ว่าผู้เขียนนี่ท่าจะไม่เต็มเต็ง ทำไมจึงต้องมาคุยให้ฟังเรื่อง การจัดการกับ “กำไร” ด้วย ก็ถ้าหากมีกำไรก็แบ่งกัน..ก็เท่านั้นเอง เอาเป็นว่าลองติดตามกันไปก่อนไหมครับ

 

ท่านสถาปนิกทุกท่านในฐานะบุคคลธรรมดาทั่วไป เมื่อทำงานแล้วก็คงจะอยากมีเงินเหลือใช้กันทุกคน จะเพื่อเป็นเงินทุนสำรองหรือเพื่อเอาไปลงทุนใช้จ่ายในทรัพย์สินต่างๆ เช่น ซื้อบ้าน ซื้อรถ เป็นต้น ซึ่งจะมีเงินเหลือใช้ได้ก็ต้องทำให้มี รายได้ มากกว่า รายจ่าย หรือในอีกทางกลับกันก็ต้องจัดการให้มี รายจ่าย น้อยกว่า รายได้ จึงจะมีเงินเหลือ ซึ่งหากเป็นนิติบุคคลเราก็จะเรียกว่า กำไร นั่นแหละครับ เห็นไหมครับ ขนาดเป็นบุคคลธรรมดาท่านยังต้องการมี กำไร จึงไม่แปลกหากท่านสถาปนิกกับพรรคพวกจะร่วมกันจัดตั้งองค์กรขึ้นมา แล้วมีความคาดหวังว่าจะมี กำไร บ้าง ไม่เช่นนั้นท่านก็อาจคงสภาพเป็นมนุษย์เงินเดือนไปวันๆ ดีกว่า ไม่ต้องเสี่ยงลงทุน จริงไหมครับ

 “การจัดการกับกำไร เป็นประเด็นปัญหาความขัดแย้งบ่อยครั้ง จนถึงขั้นที่ทำให้หุ้นส่วนของหลายบริษัทต้องแตกแยกย้ายกันไป เพราะไม่ได้คุยกันให้กระจ่างก่อน ดังนั้น ผมจึงอยากเสนอให้ท่านสถาปนิกหรือผู้ถือหุ้นของนิติบุคคลทั้งหลายได้คุยกันตั้งแต่เริ่มก่อตั้งว่าหากมี กำไร เกิดขึ้น ณ สิ้นปี ท่านจะแบ่งส่วนของ กำไร กันอย่างไร เช่น

 

1) ในกรณีที่บริษัทมีนโยบายผูกพัน โบนัส ของพนักงาน กับ กำไร ก็ควรกำหนดสัดส่วนให้ชัดเจน และก็ควรแจ้งให้พนักงานทราบด้วยครับ พนักงานจะได้ทราบและเข้าใจถึงนโยบายของบริษัท (ในกรณีเรื่อง โบนัส ที่ยกตัวอย่างนี้ ต่างจากกรณีที่บางบริษัทมีการตั้งโบนัสขั้นต่ำในแต่ละปีไว้ ไม่ว่าจะมีกำไรเป็นเท่าใดก็ตาม เพราะต้องการให้กำลังใจพนักงาน หรือเกรงว่าพนักงานจะพากันลาออกไปอยู่บริษัทอื่น ก็ถือเป็นส่วนของรายจ่ายของบริษัทไป)

 

2) การแบ่งส่วน กำไร ให้กับผู้บริหาร (เช่น กรรมการผู้จัดการ หรือกรรมการบริหาร) ว่าจะเป็นสัดส่วนเท่าไรจากกำไร หรือ บางทีเรียกว่า Management Fee หรือ Profit Sharing

 

แต่โดยมากบริษัท มักจะไม่ให้โบนัสของผู้บริหารไปปนกับของพนักงาน เพราะบางสถานการณ์บริษัทอาจจำเป็นต้องตัดสินใจที่จะจ่ายโบนัสให้พนักงาน แม้บริษัทไม่กำไร เนื่องจากเห็นว่าพนักงานทำงานกันหนักมากแล้ว แต่บริษัทอาจจะติดปัญหาด้านการบริหารจัดการของบริษัทเอง จึงต้องการให้กำลังใจกับพนักงานแม้บริษัทจะไม่กำไรก็ตาม ทั้งนี้ ผู้บริหารก็ต้องแสดงความรับผิดชอบโดยไม่รับเงินโบนัสนั้นๆ

การกำหนดให้โบนัสของผู้บริหารผูกพันกับผลประกอบการ มีข้อดีอย่างหนึ่งคือ จะเป็นการกระตุ้นทางอ้อมให้ผู้บริหารเพียรพยายามและมีความรับผิดชอบต่อการบริหารจัดการบริษัทมากขึ้น

 

 3)  การแบ่งส่วน กำไร ให้กับผู้ถือหุ้น ว่าจะเป็นสัดส่วนเท่าไรจากกำไร ซึ่งจะถือเป็นส่วนของ เงินปันผล ให้ผู้ถือหุ้น มิใช่ส่วนของค่าใช้จ่ายในบัญชีกำไรขาดทุน

 

4)  และท้ายที่สุดจะแบ่งส่วน กำไร เท่าไร เพื่อเป็นเงินทุนในการบริหารจัดการหรือการลงทุนของบริษัทต่อไป เช่น ลงทุนในสินทรัพย์เพิ่มเติม หรือว่าจ้างพนักงานเพิ่ม ในกรณีต้องการขยายกิจการ

 

ขอยกตัวอย่างเพื่อความเข้าใจ เช่น  บริษัท ก. ตกลงว่า หากมีกำไร 100 บาท ก็จะแบ่งเป็นส่วนของโบนัสให้พนักงาน 20% ให้เป็นเงินค่า Management Fee อีก 10% และเป็นส่วนของกำไรที่จะแบ่งให้ผู้ถือหุ้น 30% ส่วนที่เหลือจึงให้เป็นส่วนที่จะเก็บไว้เป็นเงินทุนในการบริหารหรือพัฒนาบริษัท เป็นต้น

 

ข้อคิดเห็นข้างต้นเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งในการจัดการกับ กำไร ครับ หลายๆ ท่านอาจมีแนวคิดหรือวิธีการในการจัดการอื่นๆ ที่เหมาะสมกับองค์กรของท่านตามเหมาะสมครับ แต่ประเด็นสำคัญคือ ผู้ถือหุ้นและ/หรือผู้บริหารควรหารือกันและกำหนดแนวทางกันให้ชัดเจนในการจัดการกับ กำไร ก่อนจะเริ่มกิจการเป็นดีที่สุดครับ