ALL
NEWS
BLOG
EVENT

สถาปนิก…กับ “การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา”
Jan 14,2019


เมื่อท่านสถาปนิกเริ่มมีรายได้จากทำงานเป็นพนักงานในบริษัทใด สิ่งแรกที่ท่านจะต้องประสบเกี่ยวกับเรื่องของภาษี คือ การถูกหัก ภาษี ณ ที่จ่าย จากเงินเดือนที่ได้รับในแต่ละเดือน และจะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 91) สำหรับแต่ละปีภาษี ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป เช่น เราต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 91 ของรายได้ในปีภาษี 2552 พร้อมทั้งชำระภาษี (ถ้ามี) ภายในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2553 … โดยในกรณีนี้ท่านสถาปนิกจะยื่นภาษีตามประเภทเงินได้พึงประเมินเป็นประเภทที่ 1 คือ เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (มาตรา 40 (1)) ซึ่งท่านจะหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ในอัตราร้อยละ 40 แต่ไม่เกิน 60,000 บาท (ขอให้สังเกตุประเด็นเรื่องการหักค่าใช้จ่ายในแต่ละกรณีให้ดีนะครับ)

อีกกรณีหนึ่ง…หากสถาปนิกทำงานเป็นสถาปนิกอิสระ ไม่ได้สังกัดบริษัทใดเลย เมื่อสถาปนิกท่านนั้นได้รับเงินจากลูกค้าซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา ก็จะไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายจากบุคคลธรรมดา แต่หากได้รับเงินจากลูกค้าที่เป็นบริษัทแล้วละก็ คราวนี้ท่านก็จะถูกหัก ภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3 ของเงินได้ และนอกจากท่านสถาปนิกจะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90) สำหรับแต่ละปีภาษี ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไปแล้ว ท่านก็ยังมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปีภาษี (ภ.ง.ด. 94) ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายนของปีภาษีนั้นๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น สำหรับรายได้ (หรือตามภาษาภาษีเขาเรียกว่า “เงินได้”) ที่ท่านสถาปนิกได้รับในปี พ.ศ. 2552 ท่านสถาปนิกก็จะต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 94 สำหรับรายได้ครึ่งปีแรกภายในเดือนกันยายน พ.ศ. 2552 และต้องยื่นอีกครั้งหนึ่งตามแบบ ภ.ง.ด. 90 สำหรับรายได้ตลอดปี 2552 ภายในสิ้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2553 … ในกรณีนี้ท่านสถาปนิกจะยื่นภาษีตามประเภทเงินได้พึงประเมินเป็นประเภทที่ 6 คือ เงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระ (มาตรา 40 (6)) ซึ่งท่านจะหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ในอัตราร้อยละ 30 (ไม่จำกัดวงเงิน) หรือท่านอาจจะขอหักค่าใช้จ่ายในลักษณะตามจำเป็นหรือตามสมควรก็ได้ (แต่จากประสบการณ์แล้ว การหักเป็นการเหมาในอัตราร้อยละ 30 จะยุ่งยากน้อยกว่ามากครับ และก็ค่อนข้างครอบคลุมอยู่แล้วครับ หากจะหักค่าใช้จ่ายตามจริงแล้วทางสรรพากรจะค่อนข้างเข้มงวดในการตรวจสอบ “ที่มา” ของเอกสารค่อนข้างมาก ตัวอย่าง เช่น ค่าน้ำมันหรือค่าโดยสารเครื่องบินที่สถาปนิกระบุว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการไป “ทำงาน” ที่ จ.ภูเก็ต เป็นการเดินทางไปทำงานจริงหรือไม่ หรือเป็นค่าใช้จ่าย “ส่วนตัว” ที่ไปเที่ยว จ.ภูเก็ต เป็นต้น)

แล้วท่านสถาปนิกที่เป็นพนักงานกินเงินเดือนแล้วมีงานส่วนตัวเป็นงานสถาปัตยกรรมด้วยล่ะครับจะอย่างไรดี?
ท่านก็จะต้อง… 1) ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 94 สำหรับเงินได้ที่เกิดจากการทำงานส่วนตัวที่ป็นงานสถาปัตยกรรม (ไม่ต้องยื่นส่วนที่เป็นเงินเดือน) และคำนวณภาษีตามประเภทเงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระ (มาตรา 40 (6)) ..และ 2) เมื่อถึงเวลาที่ท่านต้องยื่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ท่านก็จะต้องกรอกรายการเงินได้ ทั้งเงินได้จากเงินเดือนตามมาตรา 40(1) ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 60,000 บาท และกรอกรายการเงินได้จากการทำงานส่วนตัวที่เป็นงานสถาปัตยกรรม (มาตรา 40(6)) หักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 30 …แยกคนละรายการกันนะครับ ซึ่งประเด็นนี้จะมีความสำคัญมากต่อการหักค่าใช้จ่ายที่ถูกต้องครับ

หากสังเกตุให้ดี ผมจะเน้นมาก ว่าเรื่องที่คุยกันอยู่นี้เป็นรายได้จากงานสถาปัตยกรรม จึงจะเป็นไปตามมาตรา 40(6) เพราะหากท่านมีรายได้จากการทำงานอื่นๆ เช่น เป็นงานรับเหมาก่อสร้าง ก็จะเข้าข่ายเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(7) คือเงินได้จากการรับเหมา ซึ่ง หักค่าใช้จ่ายได้ในอัตราร้อยละ 70 เป็นต้น

อ่านเสร็จแล้วอย่างเพิ่งเหนื่อยนะครับ หากอ่านรอบเดียวแล้วไม่เข้าใจ ก็ค่อยๆ ทวนดูอีกที เพราะเป็นประโยชน์กับท่านสถาปนิกเป็นอย่างยิ่งครับ

สถาปนิก…กับ “การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา”
Jan 14,2019

เมื่อท่านสถาปนิกเริ่มมีรายได้จากทำงานเป็นพนักงานในบริษัทใด สิ่งแรกที่ท่านจะต้องประสบเกี่ยวกับเรื่องของภาษี คือ การถูกหัก ภาษี ณ ที่จ่าย จากเงินเดือนที่ได้รับในแต่ละเดือน และจะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 91) สำหรับแต่ละปีภาษี ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป เช่น เราต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 91 ของรายได้ในปีภาษี 2552 พร้อมทั้งชำระภาษี (ถ้ามี) ภายในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2553 … โดยในกรณีนี้ท่านสถาปนิกจะยื่นภาษีตามประเภทเงินได้พึงประเมินเป็นประเภทที่ 1 คือ เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (มาตรา 40 (1)) ซึ่งท่านจะหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ในอัตราร้อยละ 40 แต่ไม่เกิน 60,000 บาท (ขอให้สังเกตุประเด็นเรื่องการหักค่าใช้จ่ายในแต่ละกรณีให้ดีนะครับ)

อีกกรณีหนึ่ง…หากสถาปนิกทำงานเป็นสถาปนิกอิสระ ไม่ได้สังกัดบริษัทใดเลย เมื่อสถาปนิกท่านนั้นได้รับเงินจากลูกค้าซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา ก็จะไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายจากบุคคลธรรมดา แต่หากได้รับเงินจากลูกค้าที่เป็นบริษัทแล้วละก็ คราวนี้ท่านก็จะถูกหัก ภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3 ของเงินได้ และนอกจากท่านสถาปนิกจะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90) สำหรับแต่ละปีภาษี ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไปแล้ว ท่านก็ยังมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปีภาษี (ภ.ง.ด. 94) ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายนของปีภาษีนั้นๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น สำหรับรายได้ (หรือตามภาษาภาษีเขาเรียกว่า “เงินได้”) ที่ท่านสถาปนิกได้รับในปี พ.ศ. 2552 ท่านสถาปนิกก็จะต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 94 สำหรับรายได้ครึ่งปีแรกภายในเดือนกันยายน พ.ศ. 2552 และต้องยื่นอีกครั้งหนึ่งตามแบบ ภ.ง.ด. 90 สำหรับรายได้ตลอดปี 2552 ภายในสิ้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2553 … ในกรณีนี้ท่านสถาปนิกจะยื่นภาษีตามประเภทเงินได้พึงประเมินเป็นประเภทที่ 6 คือ เงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระ (มาตรา 40 (6)) ซึ่งท่านจะหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ในอัตราร้อยละ 30 (ไม่จำกัดวงเงิน) หรือท่านอาจจะขอหักค่าใช้จ่ายในลักษณะตามจำเป็นหรือตามสมควรก็ได้ (แต่จากประสบการณ์แล้ว การหักเป็นการเหมาในอัตราร้อยละ 30 จะยุ่งยากน้อยกว่ามากครับ และก็ค่อนข้างครอบคลุมอยู่แล้วครับ หากจะหักค่าใช้จ่ายตามจริงแล้วทางสรรพากรจะค่อนข้างเข้มงวดในการตรวจสอบ “ที่มา” ของเอกสารค่อนข้างมาก ตัวอย่าง เช่น ค่าน้ำมันหรือค่าโดยสารเครื่องบินที่สถาปนิกระบุว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการไป “ทำงาน” ที่ จ.ภูเก็ต เป็นการเดินทางไปทำงานจริงหรือไม่ หรือเป็นค่าใช้จ่าย “ส่วนตัว” ที่ไปเที่ยว จ.ภูเก็ต เป็นต้น)

แล้วท่านสถาปนิกที่เป็นพนักงานกินเงินเดือนแล้วมีงานส่วนตัวเป็นงานสถาปัตยกรรมด้วยล่ะครับจะอย่างไรดี?
ท่านก็จะต้อง… 1) ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 94 สำหรับเงินได้ที่เกิดจากการทำงานส่วนตัวที่ป็นงานสถาปัตยกรรม (ไม่ต้องยื่นส่วนที่เป็นเงินเดือน) และคำนวณภาษีตามประเภทเงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระ (มาตรา 40 (6)) ..และ 2) เมื่อถึงเวลาที่ท่านต้องยื่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ท่านก็จะต้องกรอกรายการเงินได้ ทั้งเงินได้จากเงินเดือนตามมาตรา 40(1) ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 60,000 บาท และกรอกรายการเงินได้จากการทำงานส่วนตัวที่เป็นงานสถาปัตยกรรม (มาตรา 40(6)) หักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 30 …แยกคนละรายการกันนะครับ ซึ่งประเด็นนี้จะมีความสำคัญมากต่อการหักค่าใช้จ่ายที่ถูกต้องครับ

หากสังเกตุให้ดี ผมจะเน้นมาก ว่าเรื่องที่คุยกันอยู่นี้เป็นรายได้จากงานสถาปัตยกรรม จึงจะเป็นไปตามมาตรา 40(6) เพราะหากท่านมีรายได้จากการทำงานอื่นๆ เช่น เป็นงานรับเหมาก่อสร้าง ก็จะเข้าข่ายเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(7) คือเงินได้จากการรับเหมา ซึ่ง หักค่าใช้จ่ายได้ในอัตราร้อยละ 70 เป็นต้น

อ่านเสร็จแล้วอย่างเพิ่งเหนื่อยนะครับ หากอ่านรอบเดียวแล้วไม่เข้าใจ ก็ค่อยๆ ทวนดูอีกที เพราะเป็นประโยชน์กับท่านสถาปนิกเป็นอย่างยิ่งครับ