ALL
NEWS
BLOG
EVENT

สถาปนิก..กับการเสนอค่าบริการวิชาชีพ
Jul 01,2015


 สถาปนิก..กับการเสนอค่าบริการวิชาชีพ 

ผมได้ยินสถาปนิกบางท่านรำพึงรำพันว่างานมันเล็ก..ไม่ทำก็ไม่ได้..เลยไม่รู้จะเสนอค่า Fee อย่างไร

ด้วยรำพึงรำพันดังที่ว่า ก็อาจมีผลทำให้งานที่ว่าเล็กสำหรับสถาปนิกท่านนั้น (ขนาดงานสำหรับสถาปนิกแต่ละราย มีมาตรวัดไม่เท่ากันครับ) ไม่มีความก้าวหน้าเพราะสถาปนิกคิดไม่ตกว่าจะเสนอค่าบริการวิชาชีพอย่างไรจึงจะคุ้ม ลังเลไปลังเลมาเจ้าของงานก็เลยไม่พอใจสถาปนิกไปเสียอีก

หรือ บางครั้งสถาปนิกก็อาจจะกลั้นใจทำแบบเขียนแบบจนเสร็จก่อสร้างได้ ด้วยความเกรงใจท่านผู้มีพระคุณ หรือเจ้าของงาน โดยไม่ได้คุยเรื่องค่าบริการวิชาชีพทั้งกับเจ้าของ และกับวิศวกรในทีมงานของสถาปนิกเองเสียด้วยซ้ำ จนกลายเป็นเรื่องกระอักกระอ่วนใจทั้งกับเจ้าของ (เพราะเจ้าของเองก็อยากจ่ายค่าแบบแต่สถาปนิกไม่ยอมแจ้งเสียที) ทั้งกับทีมงานวิศวกร (เพราะทำงานไปให้แล้วด้วยความวางใจในสถาปนิก แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่รู้ตัวเงินที่จะทวงจากสถาปนิก) และกับตัวสถาปนิกเอง

ผมอยากแนะนำอย่างนี้ครับ..

1) เสนอค่าบริการวิชาชีพไปตามเกณฑ์ที่สมาคมสถาปนิกให้แนวทางไว้ เท่าไรก็เท่านั้น จะมากจะน้อยไม่ว่ากัน

2) กรณีเห็นว่าการคิดค่าบริการวิชาชีพโดยคิดเป็นร้อยละจากค่าก่อสร้างแล้ว ก็ไม่คุ้มกับการทำงาน และทางเจ้าของงานก็มีความเข้าใจกับปัญหาดังกล่าว ทางสถาปนิกก็อาจหารือกับทางเจ้าของขอคิดเป็นแบบ Man Hour + Overhead ไปก็ได้

3) หรือกรณีสุดท้ายก็คือคิดเป็นแบบเหมาไปเลย (บางสำนักงานเขาคิดเป็น Minimum Charge ก็มีครับ)

ไม่ว่าจะเสนอด้วยแบบใดก็ตามที่เหมาะสมกับลักษณะงาน และอย่างน้อยที่สุดก็ทำให้สถาปนิกและทีมงานได้ค่าบริการวิชาชีพเพียงพอจะชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ผมว่าหากสถาปนิกอธิบายให้กับเจ้าของงานฟัง ค่อยๆ ทำความเข้าใจกันแล้ว ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับทุกฝ่าย

สถาปนิกเองก็จะได้ทำงานด้วยความตั้งอกตั้งใจ ทำงานด้วยความสบายใจครับ

เว้นแต่กรณีสถาปนิกต้องออกแบบบ้านให้กับท่าน “พ่อตา” จะมาถามผมว่าให้คิดค่า Fee อย่างไร

งานนี้ขอตอบว่าตัวใครตัวมันแล้วกันนะครับ 

 

โดย...อนุชา ตั้งศรีวิริยะกุล สสถ.1327

 

สถาปนิก..กับการเสนอค่าบริการวิชาชีพ
Jul 01,2015

 สถาปนิก..กับการเสนอค่าบริการวิชาชีพ 

ผมได้ยินสถาปนิกบางท่านรำพึงรำพันว่างานมันเล็ก..ไม่ทำก็ไม่ได้..เลยไม่รู้จะเสนอค่า Fee อย่างไร

ด้วยรำพึงรำพันดังที่ว่า ก็อาจมีผลทำให้งานที่ว่าเล็กสำหรับสถาปนิกท่านนั้น (ขนาดงานสำหรับสถาปนิกแต่ละราย มีมาตรวัดไม่เท่ากันครับ) ไม่มีความก้าวหน้าเพราะสถาปนิกคิดไม่ตกว่าจะเสนอค่าบริการวิชาชีพอย่างไรจึงจะคุ้ม ลังเลไปลังเลมาเจ้าของงานก็เลยไม่พอใจสถาปนิกไปเสียอีก

หรือ บางครั้งสถาปนิกก็อาจจะกลั้นใจทำแบบเขียนแบบจนเสร็จก่อสร้างได้ ด้วยความเกรงใจท่านผู้มีพระคุณ หรือเจ้าของงาน โดยไม่ได้คุยเรื่องค่าบริการวิชาชีพทั้งกับเจ้าของ และกับวิศวกรในทีมงานของสถาปนิกเองเสียด้วยซ้ำ จนกลายเป็นเรื่องกระอักกระอ่วนใจทั้งกับเจ้าของ (เพราะเจ้าของเองก็อยากจ่ายค่าแบบแต่สถาปนิกไม่ยอมแจ้งเสียที) ทั้งกับทีมงานวิศวกร (เพราะทำงานไปให้แล้วด้วยความวางใจในสถาปนิก แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่รู้ตัวเงินที่จะทวงจากสถาปนิก) และกับตัวสถาปนิกเอง

ผมอยากแนะนำอย่างนี้ครับ..

1) เสนอค่าบริการวิชาชีพไปตามเกณฑ์ที่สมาคมสถาปนิกให้แนวทางไว้ เท่าไรก็เท่านั้น จะมากจะน้อยไม่ว่ากัน

2) กรณีเห็นว่าการคิดค่าบริการวิชาชีพโดยคิดเป็นร้อยละจากค่าก่อสร้างแล้ว ก็ไม่คุ้มกับการทำงาน และทางเจ้าของงานก็มีความเข้าใจกับปัญหาดังกล่าว ทางสถาปนิกก็อาจหารือกับทางเจ้าของขอคิดเป็นแบบ Man Hour + Overhead ไปก็ได้

3) หรือกรณีสุดท้ายก็คือคิดเป็นแบบเหมาไปเลย (บางสำนักงานเขาคิดเป็น Minimum Charge ก็มีครับ)

ไม่ว่าจะเสนอด้วยแบบใดก็ตามที่เหมาะสมกับลักษณะงาน และอย่างน้อยที่สุดก็ทำให้สถาปนิกและทีมงานได้ค่าบริการวิชาชีพเพียงพอจะชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ผมว่าหากสถาปนิกอธิบายให้กับเจ้าของงานฟัง ค่อยๆ ทำความเข้าใจกันแล้ว ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับทุกฝ่าย

สถาปนิกเองก็จะได้ทำงานด้วยความตั้งอกตั้งใจ ทำงานด้วยความสบายใจครับ

เว้นแต่กรณีสถาปนิกต้องออกแบบบ้านให้กับท่าน “พ่อตา” จะมาถามผมว่าให้คิดค่า Fee อย่างไร

งานนี้ขอตอบว่าตัวใครตัวมันแล้วกันนะครับ 

 

โดย...อนุชา ตั้งศรีวิริยะกุล สสถ.1327